|
ในการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าอาจเกิดอุบัติภัยขึ้นได้ ซึ่งโดยทั่วไปมีสาเหตุมาจาก ความบกพร่องของอุปกรณ์และความบกพร่องของผู้ปฏิบัติงานและผู้รับเหมาที่เข้ามาทำงานในพื้นที่โรงไฟฟ้า ดังนั้น โรงไฟฟ้าราชบุรีจึงได้กำหนดมาตรการป้องกัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับบุคคล ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม ดังนี้
1. การป้องกันความบกพร่องของอุปกรณ์
โรงไฟฟ้าราชบุรีได้ออกแบบอุปกรณ์ และระบบควบคุมเพื่อป้องกันความเสียหายอุปกรณ์ในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าตามมาตรฐานในระดับสากล เพื่อป้องกันความบกพร่องที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะระบบป้องกันอัคคีภัย ได้มีการออกแบบ ตรวจสอบ และทดสอบ ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ได้ติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยแบบอัตโนมัติ ให้เป็นไปตามมาตรฐานระบบป้องกันอัคคีภัย NFPA (National Fire Protection Association) ดังนี้
|
 |
| |
1.1. |
ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ประกอบด้วย อุปกรณ์ตรวจจับควัน อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน อุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือกด และแผงควบคุมสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เป็นระบบที่ทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ระบบจะทราบได้ด้วยอุปกรณ์ตรวจจับควัน หรือความร้อน โดยจะส่งสัญญาณไปยังชุดแผงควบคุม เพื่อตรวจสอบและหากเกิดเหตุถึงขั้นเพลิงไหม้ จะสั่งให้ระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่ติดตั้งไว้ในแต่ละพื้นที่ทำงานด้วยตัวเอง |
| |
1.2. |
ระบบน้ำดับเพลิง ระบบนี้ได้ติดตั้งอยู่ภายในพื้นที่อาคารผลิตกระแสไฟฟ้าและรอบพื้นที่ด้านนอก โดยได้ติดตั้งหัวฉีดน้ำดับเพลิง ตามแนวถนนของโรงไฟฟ้าทุกระยะ 100 เมตร ครอบคลุมทุกพื้นที่โรงไฟฟ้า |
| |
1.3. |
ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง เป็นระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่ติดตั้งไว้บริเวณรอบหม้อแปลงไฟฟ้า บริเวณรอบถังเก็บน้ำมัน ระบบนี้จะทำงานเมื่อ อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนทำงาน และส่งสัญญาณไปยังแผงควบคุมสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เพื่อสั่งการฉีดน้ำในบริเวณครอบคลุมพื้นที่เกิดเหตุอัตโนมัติ |
| |
1.4. |
ระบบดับเพลิงโดยใช้ก๊าซ เป็นระบบอัตโนมัติและใช้ควบคู่กับระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งมีทั้งหมด 3 ระบบ โดยแยกตามพื้นที่และลักษณะการใช้งาน ดังนี้ |
| |
|
 |
ระบบคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นระบบอัตโนมัติใช้กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณเครื่องกังหันก๊าซและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า |
 |
ระบบ FM 200 เป็นระบบอัตโนมัติใช้บริเวณห้องอุปกรณ์ระบบไฟฟ้า สำหรับก๊าซ FM 200 เป็นก๊าซที่ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ และไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม |
 |
ระบบสารสะอาดหรือก๊าซเฉื่อย เป็นระบบอัตโนมัติใช้กรณีเกิดเหตุบริเวณห้องควบคุมการอุปกรณ์เดินเครื่อง |
|
| |
1.5. |
ระบบโฟมดับเพลิง ระบบนี้ติดตั้งที่บริเวณถังเก็บน้ำมันทุกถัง ระบบโฟมจะทำงานทันทีที่ได้รับสัญญาณจากระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ โดยจะทำการฉีดโฟมเข้าไปด้านใต้ของถังน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อสกัดการลุกลามของไฟ นอกจากนี้ ที่บริเวณรอบถังน้ำมันยังมีระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง เพื่อระบายความร้อนไม่ให้ถังยุบตัว และป้องกันการลุกลามของไฟไปยังถังน้ำมันข้างเคียง |
| |
1.6. |
ระบบปั๊มน้ำดับเพลิง ใช้แบ่งออกเป็น 2 ชุดตามพื้นที่การใช้งาน |
| |
|
 |
ชุดที่ 1 |
ใช้สำหรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินภายในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อน โดยสูบน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำดิบ มีความจุ 1.6 ล้านลูกบาศก์เมตร |
 |
ชุดที่ 2 |
ใช้สำหรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินภายในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โดยสูบน้ำจากถังน้ำขนาด 8,800 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 2 ถัง แต่หากเครื่องสูบน้ำชุดใดชุดหนึ่งใช้การในพื้นที่ที่กำหนดไม่ได้ ก็สามารถนำปั๊มจากอีกพื้นที่หนึ่งมาใช้แทนได้ |
|
นอกจากนี้ อาคารนอกกระบวนการผลิตหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงระดับต่ำ ยังได้ติดตั้งระบบดับเพลิงแบบมือถือ และระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นจะมีสัญญาณแจ้งเตือนไปยังอาคารรักษาความปลอดภัย เพื่อทำการตรวจสอบและเข้าระงับเหตุได้ทันเวลา
ในกรณีที่อุปกรณ์ป้องกันเหตุเกิดบกพร่องไม่สามารถระงับเหตุได้ โรงไฟฟ้าราชบุรียังมีแผนเตรียมการรับเหตุฉุกเฉิน สำหรับแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยต่อผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นพนักงาน หรือชุมชนใกล้เคียง ทั้งนี้ ได้จัดทำแผนเตรียมการรับมือเหตุฉุกเฉินครบทุกพื้นที่ โดยแต่ละพื้นที่จะมีผู้รับผิดชอบและขั้นตอนในการระงับเหตุอย่างชัดเจน ซึ่งโรงไฟฟ้าได้มีการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉิน ในแต่ละพื้นที่ เป็นประจำทุกปี
2. การป้องกันกรณีความบกพร่องของ
ผู้ปฏิบัติงานและผู้รับเหมา โรงไฟฟ้าราชบุรียังได้นำระบบการบริหารความสูญเสียมาบริหารจัดการงานด้านความปลอดภัยภายในโรงไฟฟ้าโดยมีวิธีปฏิบัติ ข้อกำหนด กฎระเบียบด้านความปลอดภัยให้พนักงานทุกคนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สำหรับผู้รับเหมาที่จะเข้าทำงานในพื้นที่โรงไฟฟ้า จะต้องผ่านการอบรมปฐมนิเทศเพื่อให้ทราบกฎระเบียบต่าง ๆ ก่อนเข้าพื้นที่ทำงานทุกครั้ง เช่น กฎความปลอดภัยทั่วไป กฎความปลอดภัยเฉพาะพื้นที่ ตลอดจนมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี
นอกจากนี้บุคลากรที่มาทำหน้าที่ควบคุมการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าต้องได้รับการฝึกอบรมการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งทดสอบสมรรถภาพในศูนย์ฝึกอบรมการควบคุมการเดินเครื่องจำลอง (Simulator) อย่างสม่ำเสมอ
มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม
บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิถีชีวิตชุมชน สังคม และคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงมีเจตนารมณ์ที่จะผลิตพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยดำเนินการดังต่อไปนี้
| 1. |
ให้ความสำคัญและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อชุมชน โดยตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม |
| 2. |
ส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกให้ผู้ปฏิบัติงานได้เกิดความรู้ และความเข้าใจ ถึงบทบาทอันสำคัญที่มีต่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการเกิดภาวะโลกร้อน |
| 3. |
ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ตลอดจนข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องของท้องถิ่น |
| 4. |
ให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันมลภาวะที่เกิดจากกระบวนการผลิต และกิจกรรมอื่น ๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ รวมถึงมาตรการป้องกันและระงับเหตุฉุกเฉิน โดยปรับปรุงผลการดำเนินงานให้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง |
| 5. |
ให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม |
นโยบายนี้ได้บันทึกไว้ในคู่มือบริหารการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และจัดทำเป็นประกาศของบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด เพื่อความเข้าใจต่อผู้ปฏิบัติงาน คู่สัญญา ผู้รับเหมา และเผยแพร่ต่อสาธารณะ
การจัดการสิ่งแวดล้อมโรงไฟฟ้าราชบุรี
ตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 กำหนดให้ กฟผ. ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน แก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งติดตามและตรวจสอบผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น อีกทั้งต้องจัดทำ “รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม” เสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ทุก 6 เดือน ซึ่งบริษัทฯ ได้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่างเคร่งครัดนับตั้งแต่ได้รับโอนโรงไฟฟ้าราชบุรีจากกฟผ. เมื่อปี 2543 จวบจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการในการจัดการสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าราชบุรีอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะมีต่อสิ่งแวดล้อมในด้านต่าง ๆ ซึ่งมาตรการสำคัญที่ได้ดำเนินการ มีดังนี้
มาตรการด้านคุณภาพอากาศ
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนมีการติดตั้งเครื่องกำจัดแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulfurization : FGD) หรือเอฟจีดี ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ 97.2% ซึ่งเครื่องนี้จะทำงานเมื่อต้องผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงน้ำมันเตา
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนได้ออกแบบระบบการเผาไหม้เชื้อเพลิงด้วยเตาเผาที่สามารถลดการเกิดแก๊สออกไซด์ของไนโตรเจนให้อยู่ในระดับต่ำ (Low N0x Burner) และเทคนิคการนำแก๊สไอเสียในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ (Flue Gases Recirculation)
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมได้ออกแบบระบบการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่สามารถควบคุมการเกิดแก๊สออกไซด์ของไนโตรเจน (Dry Low N0x Burner) ในกรณีที่ใช้แก๊สธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง และเมื่อมีการใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง จะใช้ระบบฉีดน้ำปลอดแร่ธาตุ (Demineralised Water) เข้าไปในห้องเผาไหม้ เพื่อควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ต่ำกว่าจุดที่จะทำให้เกิดออกไซด์ของไนโตรเจน
โรงไฟฟ้าราชบุรีได้ใช้ระบบตรวจวัดปริมาณสารเจือปนในอากาศจากปล่องโรงไฟฟ้าทุกปล่องแบบอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง (Continuous Emission Monitoring Systems: CEMs) โดยระบบจะดึงตัวอย่างอากาศจากปากปล่องมาทำการตรวจวัดปริมาณแก๊สออกไซด์ของไนโตรเจน แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ และฝุ่นละออง โดยจะทำการบันทึกค่าทุก 15 นาที และจัดเก็บข้อมูลทุกวัน
โรงไฟฟ้าราชบุรีได้ติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศทั่วไปแบบต่อเนื่อง (Ambient Air Quality Monitoring Systems: AAQMs) โดยการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบถาวรในบริเวณพื้นที่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าจำนวน 4 สถานี ได้แก่ บริเวณบ้านชาวเหนือ ตำบลบ้านไร่ บริเวณวัดนักบุญอันตนนีโอ ตำบลแพงพวย บริเวณวัดบางกะโด ตำบลบ้านสิงห์ และที่บริเวณวัดโพธิ์ราษฎร์บูรณะ ตำบลพงสวาย เพื่อตรวจวัดปริมาณแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ โอโซน ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน และฝุ่นละอองรวม โดยทำการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าราชบุรีจะต้องควบคุมคุณภาพอากาศที่ปล่อยออกจากปล่องโรงไฟฟ้าให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2547 เรื่อง กำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานผลิต ส่ง หรือ จำหน่ายพลังงานไฟฟ้า และประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2539) เช่นเดียวกับคุณภาพอากาศในชั้นบรรยากาศทั่วไปก็ต้องควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2538) ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2547) และฉบับที่ 28 (พ.ศ. 2550) อย่างเคร่งครัด
มาตรการด้านคุณภาพน้ำ
โรงไฟฟ้าราชบุรีได้กำหนดมาตรการการจัดการน้ำเสียที่มาจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า และจากอาคารสำนักงาน ตามลักษณะหรือ ประเภทของน้ำเสีย ดังนี้
น้ำทิ้งจากบริเวณเติมสารเคมีและน้ำจากการล้างเรซินในกระบวนการทำน้ำปลอดแร่ธาตุ
จะถูกกักไว้ในบ่อปรับสภาพน้ำเพื่อบำบัดให้มีสภาพเป็นกลาง และมีการตกตะกอน จากนั้นจึงปล่อยเข้าสู่บ่อพักน้ำที่ 1 และบ่อพักน้ำที่ 2
น้ำจากหอหล่อเย็น
เมื่อมีความขุ่นในระดับหนึ่งจะถูกระบายออกไปสู่บ่อพักน้ำที่ 1 เพื่อให้ตกตะกอนและลดอุณหภูมิลงเหลือประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นจึงระบายออกสู่บ่อพักที่ 2 เพื่อปรับสภาพน้ำให้มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับธรรมชาติ ซึ่งกรมชลประทานได้กำหนดมาตรฐานไว้ที่ระดับ 33 องศาเซลเซียส ก่อนปล่อยออกสู่คลองระบายน้ำในระบบชลประทาน
น้ำจากการล้างตัวกรองอากาศ (Air Heater)
จะมีการล้างปีละ 1 ครั้ง ซึ่งจะทำการปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยระบบการตกตะกอนและปรับสภาพให้เป็นกลาง จากนั้นจึงปล่อยลงสู่บ่อพักน้ำ
น้ำใช้ทั่วไป
จะถูกบำบัดโดยใช้ระบบเติมอากาศและเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนปล่อยลงสู่อ่างทดน้ำและพักไว้เพื่อให้ คลอรีนระเหยออก จากนั้นจะนำน้ำไปใช้ในการรดน้ำต้นไม้
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าราชบุรีต้องมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำที่ระบายออกจากโรงไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณภาพน้ำที่จะปล่อยออกสู่ธรรมชาตินั้นมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งในทางน้ำชลประทาน ของกรมชลประทาน ตามคำสั่งชลประทานที่ 883/2532 มาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) และมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากแหล่งกำเนิดประเภทโรงงานอุตสาหกรรม และนิคมอุตสาหกรรม และตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2539)
นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าราชบุรียังได้จัดทำโครงการลดการระบายน้ำลงคลองบางป่าขึ้น โดยแบ่งเป็นโครงการย่อย 3 โครงการ ได้แก่
1. โครงการลดการระบายน้ำด้วยวิถีธรรมชาติโดยใช้พื้นที่ 350 ไร่
2. โครงการเพิ่มระบบรดน้ำต้นไม้ในโรงไฟฟ้า
3. โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งกลับมาใช้ในใหม่ โดยใช้เทคโนโลยี Reverse Osmosis (RO)
1. โครงการลดการระบายน้ำด้วยวิถีธรรมชาติโดยใช้พื้นที่ 350 ไร่
บริษัทฯ ได้ทำการปรับปรุงพื้นที่ 350 ไร่ บริเวณด้านทิศตะวันตกของโรงไฟฟ้าราชบุรี และพัฒนาพื้นที่ด้วยการสูบน้ำจากบ่อพักน้ำที่ 2 ด้วยเครื่องสูบน้ำที่มีอัตราการไหลประมาณ 450 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง มายังพื้นที่ 350 ไร่ และจัดสรรการใช้ประโยชน์ ดังนี้
| |
1.1. |
โครงการความร่วมมือกับกรมการทหารช่าง จัดทำแปลงสาธิตเกษตรอินทรีย์ชีวภาพ จำนวน 3 แปลง บนพื้นที่รวม 40 ไร่ โดยบริษัทฯ จะจัดส่งน้ำเพื่อให้กรมการทหารช่างนำไปทำนาข้าว ส่วนผลผลิตที่ได้ทั้งหมดกรมการทหารช่างจะใช้เป็นคลังอาหารสำหรับกำลังพลต่อไป |
| |
1.2. |
พื้นที่ชุ่มน้ำ บริษัทฯจะทำการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นป่าชุ่มน้ำ เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารสำหรับสัตว์น้ำ สัตว์ปีกนานาชนิด และเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาธรรมชาติสำหรับเยาวชนและผู้สนใจทั่วไป |
| |
1.3. |
พื้นที่ป่าชุมชน เป็นการปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโรงไฟฟ้าและชุมชนโดยรอบ เพื่อเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนและดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ |
| |
1.4. |
พื้นที่เอนกประสงค์ สำหรับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ |
โดยโครงการลดการระบายน้ำด้วยวิถีธรรมชาติโดยใช้พื้นที่ 350 ไร่ นี้ทำให้สามารถลดการระบายน้ำลงคลองบางป่าได้ 185 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
2. โครงการเพิ่มระบบรดน้ำต้นไม้ในโรงไฟฟ้า
เนื่องจากโรงไฟฟ้าราชบุรีมีพื้นที่มากกว่า 2,000 ไร่ โดยมีพื้นที่จำนวนมากที่เป็นพื้นที่ว่างเปล่าและไม่ได้ใช้ในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า บริษัทฯ จึงมีนโยบายในการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังเป็นการปรับปรุงทัศนียภาพและช่วยให้ภูมิทัศน์ภายในโรงไฟฟ้าราชบุรีสวยงามและร่มรื่นมากยิ่งขึ้น โดยมีการนำน้ำจากบ่อพักน้ำที่ 2 ที่บำบัดจนได้มาตรฐานแล้วมาใช้ประโยชน์ในการรดน้ำต้นไม้ โดยมีการขุดคูและส่งน้ำไปยังพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งโครงการนี้สามารถลดการระบายน้ำลงคลองบางป่าได้ 265 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
3. โครงการปรับปรุงน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่โดยใช้เทคโนโลยี Reverse Osmosis (RO)
เพื่อแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่า บริษัทฯ จึงได้ใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านบาท ในการก่อสร้างระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต โดยใช้เทคโนโลยี Reverse Osmosis หรือ RO ซึ่งเป็นการนำน้ำจากบ่อพักน้ำที่ 1 มาผ่านกระบวนการกรองหลายขั้นตอนอย่างละเอียดจนถึงกระบวนการกรองระดับเซลล์ เพื่อให้ได้น้ำคุณภาพดีเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าต่อไป และโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งกลับมาใช้ในใหม่ โดยใช้เทคโนโลยี Reverse Osmosis (RO) นี้ สามารถลดการระบายน้ำลงคลองบางป่าได้ 139 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
เสียง
เสียงที่เกิดจากกิจกรรมของโรงไฟฟ้าที่สำคัญจะมาจากหม้อไอน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากังหันแก๊ส และพาหนะที่เข้ามาในพื้นที่โรงไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้ โรงไฟฟ้าราชบุรีจึงได้กำหนดมาตรการควบคุมระดับเสียงไว้ดังนี้
หยุดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดเสียงรบกวนชุมชนในเวลากลางคืน เพื่อไม่ให้เป็นที่รบกวนต่อผู้อยู่อาศัยโดยรอบโรงไฟฟ้าคือต้องมีระดับเสียงไม่เกิน 85 เดซิเบล(เอ) ในระยะ 1 เมตรจากจุดกำเนิดเสียง ตามมาตรฐานข้อกำหนดความดังของเสียงจากโรงงานอุตสาหกรรม
ใช้อุปกรณ์ควบคุมเสียงภายในโรงไฟฟ้าในช่วงเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยการออกแบบติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ป้องกันเสียงที่เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีความดังเกิน 85 เดซิเบล(เอ) เพื่อให้ระดับความดังของเสียงอยู่ในค่ามาตรฐานไม่เกิน 85 เดซิเบล(เอ) ได้แก่
 |
ติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับเสียง (Silencer) บริเวณ Soot Blower Blow Down tank บริเวณที่มีการ Release วาล์ว และบริเวณสถานีสูบน้ำบ้านท่าราบ |
 |
ติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับเสียงแบบเคลื่อนที่ขณะทำความสะอาดท่อที่เครื่องกังหันไอน้ำเพื่อเตรียมการเดินเครื่อง |
 |
สร้างห้องคลุมบริเวณห้องเผาไหม้ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อลดเสียงจากแหล่งกำเนิดภายใน |
 |
ก่อสร้างแนวป้องกันเสียงโดยการปลูกต้นไม้ (Noise Barrier) รอบพื้นที่โรงไฟฟ้า |
กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานภายในโรงไฟฟ้าต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียง เช่น ที่ครอบหูเมื่อทำงานในพื้นที่ที่มีเสียงดังเกิน 90 เดซิเบล(เอ) และต้องปฏิบัติงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน
ทำการตรวจวัดเสียงอย่างสม่ำเสมอ โดยกำหนดจุดตรวจวัดเสียงไว้ 3 จุด ได้แก่ ภายในโรงไฟฟ้า บ้านสามเรือน และบ้านชาวเหนือ โดยตรวจวัดครั้งละ 3 วันติดต่อกันในทุก 3 เดือน
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าต้องควบคุมระดับเสียงของโรงไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดการรบกวนต่อชุมชน ตามประกาศ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม และต้องปลอดภัยต่อการได้ยินของผู้ปฏิบัติงานภายในโรงไฟฟ้าเอง ตามมาตรฐานของประกาศกระทรวงมหาดไทยด้วย
การจัดการของเสีย
ทำการคัดแยกประเภทขยะมูลฝอยและของเสียโดยจัดเตรียมภาชนะรองรับตามประเภทของของเสีย คือ
 |
ขยะเปียกที่เป็นเศษอาหารหรือวัสดุที่ย่อยสลายได้ให้ใช้ภาชนะสีเขียว โดยรวบรวมจัดส่งให้เทศบาลตำบลบ้านไร่ นำไปกำจัดสัปดาห์ละ 2 วัน |
 |
ขยะติดเชื้อให้ใช้ภาชนะสีแดง และรวบรวมส่งให้โรงพยาบาลราชบุรีนำไปกำจัด |
 |
ของเสียอันตราย ให้เก็บรวบรวมไว้ในอาคารขยะอันตรายและสารเคมี ส่วนกากน้ำมันรวบรวมไว้ในอาคารเก็บกากน้ำมัน เพื่อรอดำเนินการขนย้ายและกำจัดตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน ISO 14001 |
ตะกอนที่ได้จากระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ (Sludge) นำไปผสมดินปลูกต้นไม้ภายในโรงไฟฟ้า
ยิปซั่มที่เกิดขึ้นจากระบบกำจัดแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์เมื่อเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตา ให้ขนย้ายไปเก็บยังบ่อฝังกลบยิปซั่มที่มีการปูรองพื้นรอบบ่อด้วยแผ่นพลาสติก HDPE ตามข้อกำหนดของกระทรวงอุตสาหกรรม
สภาพความร้อน
โรงไฟฟ้าราชบุรีได้กำหนดมาตรการป้องกันเพื่อลดผลกระทบจากความร้อน ดังนี้
 |
อุปกรณ์ในโรงไฟฟ้าที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 54 องศาเซลเซียสจะถูกห่อหุ้มด้วยฉนวน 2 ชั้น |
 |
ก่อสร้างปล่องระบายไอเสียจากการเผาไหม้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนให้มีความสูง 150 เมตร และโรงไฟฟ้า พลังความร้อนร่วมให้มีความสูง 35 เมตร จากการดำเนินการตรวจวัดอุณหภูมิภายในโรงไฟฟ้าด้วยเครื่องตรวจวัด อุณหภูมิแบบกระเปาะแห้ง และเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิแบบกระเปาะเปียก พบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดที่วัดได้เท่ากับ 30.2 องศาเซลเซียส ที่บริเวณรอบโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชุดที่ 1 ขณะที่อุณหภูมิบริเวณเขตรั้วโรงไฟฟ้ามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 27.6 องศาเซลเซียส |
นอกจากนี้ โรงไฟฟ้ายังได้ให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. ทำการศึกษาอุณหภูมิพื้นผิวดินด้วยดาวเทียม ซึ่งเป็นการตรวจจับอุณหภูมิที่สะท้อนขึ้นมาจากผิวโลก แล้วทำการเก็บค่า ของอุณหภูมิที่สะท้อนขึ้นมา และแสดงผลออกมาเป็นสีที่แสดงค่าอุณหภูมิที่ระดับต่างๆ สำหรับการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิบริเวณโรงไฟฟ้าและพื้นที่บริเวณใกล้เคียงโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม เป็นภาพที่บันทึกไว้ในช่วง 3 ฤดูกาล คือ ฤดูหนาว (ถ่ายเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2546) ฤดูร้อน (ถ่ายเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2547) และฤดูฝน (ถ่ายเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2547) ด้วยดาวเทียมแลนแซต (แบนด์ 6) ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. จากภาพถ่ายดาวเทียมจะเห็นว่า บริเวณโรงไฟฟ้าจะมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ ซึ่งค่าสีที่แสดงอุณหภูมิประมาณ 31-32 องศาเซลเซียส ส่วนในบริเวณอื่น ๆ เช่น พื้นที่เกษตร พื้นที่นารอบๆ โรงไฟฟ้าค่าสีที่แสดงยังเป็นอุณหภูมิที่อยู่ในระดับปกติ ของบรรยากาศทั่วไป ไม่มีลักษณะเป็นการกระจายคลื่นความร้อนจากโรงไฟฟ้า ดังนั้นความร้อนหรืออุณหภูมิของอากาศ จึงผันแปรไปตามการใช้ประโยชน์ของพื้นที่บริเวณนั้นๆ เป็นสำคัญ