EN TH

To be a leading value-oriented integrated energy company in Asia-Pacific

Slide Left Slide Right

บริษัท ราช กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสําคัญในการป้องกันการนําข้อมูลภายในของบริษัทของกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานของบริษัท และผู้เกี่ยวข้อง ไปใช้ในทางมิชอบ เพื่อประโยชน์แก่ตนเองหรือบุคคลอื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และไม่ว่าจะได้รับผลตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นการกระทําความผิดตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ทําให้ผลประโยชน์ของบริษัทลดลง ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริษัท รวมถึงเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และแนวปฏิบัติของสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการเปิดเผยสารสนเทศของบริษัทจดทะเบียน การเปิดเผยและรักษาข้อมูลที่มีผลต่อราคาหลักทรัพย์ และการจัดการข้อมูลลับที่มีผลต่อราคาหลักทรัพย์ และมติคณะกรรมการบริษัท ราช กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) ในการประชุมครั้งที่ 12/2563 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 กรรมการผู้จัดการใหญ่จึงประกาศนโยบายป้องกันการนําข้อมูลภายในของบริษัท ไปใช้ในทางมิชอบ ดังต่อไปนี้

  1. คํานิยาม
    “บริษัท” หมายความว่า บริษัท ราช กรุ๊ป จํากัด (มหาชน)
    “กรรมการ ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงาน” หมายความว่า กรรมการ ผู้บริหาร และ ผู้ปฏิบัติงาน ตามระเบียบบริษัทว่าด้วยคณะกรรมการบริษัท และระเบียบบริษัทว่าด้วยการบริหารงานบุคคล
    “ข้อมูลภายใน” หมายความว่า ข้อมูลที่ยังมิได้เปิดเผยต่อสาธารณะทั่วไปและถือเป็นข้อมูลสําคัญที่อาจจะมีผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัท ซึ่งประกอบด้วย ผลประกอบการ การคาดการณ์ผลกําไร การจ่ายเงินปันผล การออกหลักทรัพย์ใหม่ การกู้ยืม การเปลี่ยนแปลงที่สําคัญ ปัญหาเกี่ยวกับสภาพคล่อง การซื้อกิจการ การลงทุน การควบรวมกิจการ คดีความที่เป็นสาระสําคัญ มติคณะกรรมการบริษัท เป็นต้น
    “ข้อมูลที่เป็นความลับ” หมายความว่า ข้อมูลที่มิใช่ข้อมูลสาธารณะ เป็นข้อมูลที่หากเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือตกอยู่ในมือคู่แข่งขันแล้วย่อมก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อบริษัท หรือก่อให้เกิดการลดความสามารถในการแข่งขันของบริษัท
    “ผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์” หมายความว่า ผลกระทบที่ทําให้ราคาหลักทรัพย์สูงขึ้น ต่ำลง คงที่ หรือเป็นการพยุงราคาหลักทรัพย์
  2. บริษัทมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดําเนินงานที่สําคัญของบริษัทให้ สาธารณชนทราบโดยทันทีและอย่างทั่วถึง โดยผ่านสื่อและวิธีการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกําหนด เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลข่าวสารได้เข้าถึงนักลงทุนทุกกลุ่มอย่างถูกต้อง ทันท่วงที และเท่าเทียม
  3. กรรมการ ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานทุกคนมีหน้าที่ต้องปกป้องข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัทที่ตนทราบหรือรับรู้ เพื่อป้องกันผลกระทบและความเสียหายแก่บริษัท
  4. ห้ามกรรมการ ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายในของบริษัท เปิดเผยหรือส่งต่อข้อมูลภายใน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และไม่ว่าด้วยวิธีใด แก่บุคคลภายนอก หรือผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงบุคคลในครอบครัว เพื่อน ญาติพี่น้อง โดยรู้ หรือควรรู้ว่าผู้รับข้อมูลอาจนําข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์ในการซื้อ หรือขาย หรือเข้าผูกพันตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ของบริษัท ไม่ว่าเพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น
  5. ข้อมูลภายในและข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัทสามารถให้หรือแบ่งปันแก่บุคคลภายในบริษัท ตามความจําเป็นหรือตามความเกี่ยวข้องในการทํางานของบุคคลนั้น ๆ เท่านั้น
  6. กรรมการ ผู้บริหาร รวมถึงผู้ดํารงตําแหน่งระดับผู้อํานวยการฝ่ายหรือเทียบเท่าขึ้นไป ในสายงานบัญชีการเงิน มีหน้าที่รายงานการถือครองหลักทรัพย์ของบริษัทของตน คู่สมรส บุตร ผู้ที่เกี่ยวข้องและบุคคลที่มีความสัมพันธ์ ตามแบบแสดงข้อมูลการถือหุ้น Strategic Shareholders ของบริษัท เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ของบริษัท ให้รายงานการเปลี่ยนแปลงต่อสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตามกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ภายใน 3 วันทําการนับแต่วันที่มีการซื้อ ขาย โอน หรือรับโอนหลักทรัพย์ของบริษัท และรวมทั้งให้รายงานการ ถือครองหลักทรัพย์ของบริษัทต่อคณะกรรมการบริษัทเป็นประจําทุกเดือน
    >กรณีผู้ปฏิบัติงานอื่นนอกเหนือจากที่กําหนดในวรรคหนึ่ง หรือคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของผู้ปฏิบัติงานดังกล่าว มีการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ของบริษัท ให้ผู้ปฏิบัติงานนั้น รายงานการเปลี่ยนแปลงต่อกรรมการผู้จัดการใหญ่ภายใน 3 วันทําการนับแต่วันที่มีการซื้อ ขาย โอน หรือรับโอนหลักทรัพย์ของบริษัท
  7. ห้ามกรรมการ ผู้บริหาร รวมถึงผู้ดํารงตําแหน่งระดับผู้อํานวยการฝ่ายหรือเทียบเท่าขึ้นไป และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลดังกล่าว ตลอดจนบุคคลใด ที่ได้รับทราบข้อมูลภายในของบริษัทที่เป็นสาระสําคัญซึ่งมีผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัท ซื้อขาย หรือ แนะนําให้ซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท ในช่วงระยะเวลา 30 วันก่อนที่งบการเงินหรือข้อมูลภายในนั้นจะเปิดเผยต่อสาธารณชน และในช่วงระยะเวลา 24 ชั่วโมงภายหลังจากที่งบการเงินหรือข้อมูลภายในนั้นได้เปิดเผยต่อ สาธารณชนแล้ว ตลอดจนช่วงเวลาอื่นที่บริษัทจะกําหนดเป็นครั้งคราว (Blackout period)
  8. ห้ามผู้บริหารและส่วนนักลงทุนสัมพันธ์รับนัดหรือตอบคําถามเกี่ยวกับผลประกอบการในอนาคตอันใกล้ให้แก่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ อย่างน้อย 10 วันทําการก่อนวันประกาศผลประกอบการ
  9. บริษัทจะให้ความรู้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงาน เกี่ยวกับกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บุคคลดังกล่าวยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
  10. บริษัทจะเก็บรักษารายชื่อบุคคลวงในที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทําธุรกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อราคาซื้อขายหลักทรัพย์ และยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  11. ในกรณีที่บุคคลภายนอกมีส่วนร่วมในการทํางานเฉพาะกิจเกี่ยวกับข้อมูลที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน หรืออยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งเข้าข่ายการเก็บรักษาข้อมูลภายในอันอาจมีผลกระทบต่อราคา หลักทรัพย์ของบริษัท บุคคลเหล่านั้นจะต้องทําสัญญาเก็บรักษาข้อมูลความลับ (Confidential Agreement) จนกว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน
  12. บริษัทถือว่าการฝ่าฝืนนําข้อมูลภายในของบริษัทไปใช้แสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบเป็นความผิดทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางานของบริษัท โดยจะพิจารณาลงโทษทางวินัยตามควรแก่กรณี ตั้งแต่การตักเตือนด้วยวาจาหรือหนังสือ การภาคทัณฑ์ การงดการขึ้นค่าจ้างและจ่ายโบนัสประจําปี และการเลิกจ้าง นอกจากนี้ผู้ฝ่าฝืนและผู้ที่เกี่ยวข้องอาจมีความรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่งตามกฎหมาย
  13. ให้เปิดเผยสาระสําคัญของนโยบายป้องกันการนําข้อมูลภายในของบริษัทไปใช้ในทางมิชอบ ในรายงานประจําปีของบริษัทและบนเว็บไซต์ของบริษัท เพื่อเผยแพร่ให้ผู้ปฏิบัติงาน ผู้บริหาร กรรมการ รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียของบริษัททราบ