EN TH

คุณบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร

ประธานกรรมการ

คุณกิจจา ศรีพัฑฒางกุร

กรรมการผู้จัดการใหญ่

เรียน ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกท่าน

การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ มุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน ครอบคลุมในประเทศและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยธุรกิจผลิตไฟฟ้าถือเป็นธุรกิจหลักด้วยสัดส่วนการลงทุนที่กำหนดไว้ร้อยละ 80 ทั้งนี้ บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายการเติบโตมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ที่ 200,000 ล้านบาทในปี 2566 และกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 10,000 เมกะวัตต์

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีแบบรวดเร็วฉับพลัน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาด้านสังคมและสิทธิมนุษยชนที่มีความซับซ้อน และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น บริษัทฯ เล็งเห็นว่า การบริหารความเสี่ยงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้บริษัทฯ ฝ่าฟันและสามารถสร้างโอกาสจากความท้าทายต่างๆ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคงจนบรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ได้ ในปี 2563 บริษัทฯ จึงได้เริ่มทบทวนวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและยกระดับให้เหมาะสมกับความท้าทายในปัจจุบันและกระแสที่มีแนวโน้มเป็นความเสี่ยงใหม่ในอนาคต เพื่อให้บริษัทฯ สามารถมองเห็นภาพความเสี่ยงแบบองค์รวมในมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม รวมถึงด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งระดับโลก ระดับประเทศ องค์กร และโครงการ ซึ่งจะทำให้การกำหนดกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงขององค์กรรอบด้าน และช่วยให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2564

ความมุ่งมั่นลดก๊าซเรือนกระจก

บริษัทฯ ตระหนักดีว่า ธุรกิจผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ แม้จะสร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคม แต่อีกด้านก็เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาคมโลกร่วมกันหาหนทางลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพื่อจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส บริษัทฯ ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกและอยู่ในธุรกิจที่เป็นเป้าหมายของการลดก๊าซเรือนกระจก จึงพร้อมตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว ในปี 2563 บริษัทฯ ได้ทบทวนเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 ของกำลังการผลิตเป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์จากเดิมร้อยละ 20 พร้อมทั้งสนับสนุุนให้มีการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมระบบการผลิตไฟฟ้าและเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสููง สามารถประหยัดหรือลดการใช้เชื้อเพลิงได้ เช่นเดียวกับที่ประสบความสำเร็จจากโรงไฟฟ้าเบิกไพรโคเจนเนอเรชั่น ที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าร่วม 3 ระบบ ประกอบด้วย เครื่องกังหันแก๊ส เครื่องกังหันไอน้ำ และเครื่องยนต์แก๊ส ซึ่งเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เต็มที่ในปี 2563 สามารถลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ประมาณ 300 บีทียูู/ กิโลวัตต์-ชั่วโมง คิดเป็นการประหยัดการใช้เชื้อเพลิงประมาณร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าประเภทผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (Small Power Producer: SPP) ของกลุ่มบริษัทฯ และประสิทธิภาพการผลิตสููงกว่าโรงไฟฟ้าประเภท SPP อื่น ทั้งในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าสููง (Peak) และความต้องการไฟฟ้าต่ำ (Off-Peak) โดยค่าประสิทธิภาพโรงไฟฟ้้า หรือ Efficiency ประมาณร้อยละ 47 และปัจจัยค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า (Equivalent Availability Factor) อยู่ที่่ ประมาณร้อยละ 98 ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัล Best Innovative Company Awards จากรางวัล SET Awards 2020 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังตั้งใจที่จะยกระดับความมุ่งมั่นการจัดการก๊าซเรือนกระจก ด้วยการกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปีนี้บริษัทฯ ได้ดำเนินการศึกษาแนวทางต่างๆ ทั้งในประเทศและต่่างประเทศ รวมทั้้งจัดตั้งคณะทำงานด้าน ESG เพื่อมาพิจารณาการจัดทำกลยุุทธ์และเป้าหมายที่ชัดเจน โดยกำหนดให้แล้วเสร็จในปี 2564 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมด้วยการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทยขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ได้แก่ โครงการประเภทเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โครงการประเภทพลังงานทดแทน และโครงการประเภทป่าไม้และพื้นที่สีเขียว ทั้ง 3 โครงการสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 2,602 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า อีกทั้งยังได้จัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของบริษัทย่อยและบริษัทที่บริษัทฯ ควบคุุมการบริหาร ในปี 2563 บริษัท ราชโคเจนเนอเรชั่น จำกัด ได้เริ่มทำการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร โดยใช้วิธีการของ อบก. ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลสำหรับวางแนวทางและเป้าหมายการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มบริษัทฯ ด้วย

ยืนหยัดความปลอดภัยและอาชีวอนามัยต้องมาก่อน

บริษัทฯ ยังยืนหยัดเป้าหมายอุบัติเหตุเป็นศูนย์ในทุกสถานที่ปฏิบัติงานในกลุ่มบริษัทฯ ซึ่งในปี 2563 กลุ่มบริษัทฯ สามารถรักษามาตรการการจัดการความปลอดภัยในสถานที่ทำงานได้ตามเป้าหมาย ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือเชื้อไวรัสโควิด-19 ตลอดปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ วางมาตรการรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้สอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อของพนักงาน รวมทั้งการแพร่ระบาดของโรคภายในสำนักงานและโรงไฟฟ้า พร้อมทั้งประสานงานกับบริษัทคู่ค้าที่ปฏิบัติงานในสำนักงานและโรงไฟฟ้า เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติสำหรับพนักงานของบริษัทคู่ค้าให้มีความปลอดภัย จนถึงปัจจุบันยังไม่มีพนักงานกลุ่มบริษัทฯ และคู่ค้าที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่อย่างใด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสนับสนุนให้กลุ่มโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ นำระบบมาตรฐานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001 มาใช้บริหารจัดการ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงาน ผู้รับเหมา และผู้มีส่วนได้เสียที่ให้บริการภายนอกได้รับการดูแลด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเป็นมาตรฐานเดียวกันอย่างดีที่สุด

สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับแนวทางการกำกับดููแลกิจการที่ดี การป้องกันและต่อต้านการทุุจริตคอร์รัปชัน และการเคารพสิทธิมนุุษยชนของประเทศไทยและสากล ซึ่งเป็นบรรทัดฐานดำเนินงานทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ผ่านเกณฑ์ประเมินด้านความยั่งยืนและได้รับคัดเลือกอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (Thailand Sustainability Investment: THSI) ทุกปีนับตั้้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุุบัน และได้อยู่ในดัชนี SETTHSI ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีความตั้งใจที่จะสนับสนุุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ ที่สอดคล้องและสามารถตอบสนองผลกระทบจากการดำเนินธุุรกิจ รวมทั้้งศักยภาพและความสามารถของบริษัทฯ โดยได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมาย 12 การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) และเป้าหมาย 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภููมิอากาศ (Climate Action)

บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร
ประธานกรรมการ

กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ
กรรมการผู้จัดการใหญ่