บริษัทฯ มีเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มุ่งสร้างการเติบโตขององค์กรทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจ คุณค่าร่วมทางสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นดำเนินงานด้านการพัฒนาชุมชนและสังคม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ภายใต้นโยบายการพัฒนาความยั่งยืนขององค์กรและนโยบายสิ่งแวดล้อมและสังคม ที่มีการกำกับดูแลโดยคณะกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน

ข้อมูลเพิ่มเติม: คณะกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน
  นโยบายสิ่งแวดล้อมและสังคม
  นโยบายการพัฒนาความยั่งยืนองค์กร
โครงสร้างการบริหารจัดการงานด้านชุมชนและสังคม
การดำเนินงานด้านชุมชนและสังคมที่สำคัญในปี 2568

บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานเพื่อสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชนและสังคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนใน 5 ด้านหลัก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิต:

โครงการการศึกษาเสริมทักษะสร้างอาชีพ สปป. ลาว

“โครงการการศึกษาเสริมทักษะสร้างอาชีพ สปป. ลาว” เป็นโครงการสำคัญที่ถูกกำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ความยั่งยืนในมิติสังคมของบริษัทฯ โดยริเริ่มโครงการขึ้นเมื่อปี 2554 หลังจากบริษัทฯ จัดตั้งบริษัทย่อยใน สปป. ลาว ซึ่งเป็นฐานธุรกิจหลักของงานพัฒนาโครงการด้านพลังงานในประเทศเพื่อนบ้านที่ดำเนินการต่อเนื่อง มาจนถึงระยะที่ 3 (ปี 2567-2573) ในปัจจุบัน โดยเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ กับกระทรวงศึกษาธิการและกีฬา สปป. ลาว ในการร่วมกันออกแบบกิจกรรมให้ตอบสนองยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาระดับอาชีวะของรัฐบาล สปป. ลาว เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในพื้นที่ที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความรู้และทักษะฝีมือด้านเทคนิคที่จำเป็นในภาคอุตสาหกรรมและพลังงานทดแทนแก่ครูและนักเรียนอาชีวศึกษา พัฒนาทักษะแรงงานขั้นสูงเพื่อตอบสนองความต้องการด้านแรงงาน ของ สปป.ลาว รวมถึงเป็นการวางรากฐานการศึกษาด้านพลังงานหมุนเวียนในระดับอาชีวศึกษา อันเป็นการตอบสนองยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของ สปป. ลาว และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาบุคลากรเพื่อป้อนเข้าสู่กลุ่มธุรกิจในพื้นที่ของบริษัทฯ อีกทั้งยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติเป้าหมายที่ 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ และเป้าหมายที่ 8 งานที่ดีและเศรษฐกิจที่เติบโตด้วย

โครงการฯ ระยะที่ 3 ได้ถูกยกระดับและให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งพลังงานของชุมชนได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านพลังงานทดแทนเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกและร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานจากขยะ และพืชพลังงาน โดยการสนับสนุนเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านพลังงานทดแทนให้กับครูอาจารย์ และนักเรียนที่เข้าร่วมฝึกปฏิบัติภาคสนามในการติดตั้งและบำรุงรักษาแผงโซลาร์ในชุมชนท้องถิ่นที่ยังขาดแคลนไฟฟ้า ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน

ความก้าวหน้าการดำเนินงานปี 2568
กิจกรรม กลุ่มเป้าหมาย จำนวน
การอบรมนักเรียนชั้นปีสุดท้าย นักเรียนชั้นปีสุดท้าย ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ 194 คน
  • ช่างซ่อมทั่วไป
วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ 45 คน
  • การติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์
วิทยาลัยเทคนิคปากปาสัก 20 คน
  • การติดตั้งปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
วิทยาลัยเทคนิคแขวงเวียงจันทน์ 20 คน
วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแบบประสมแขวงบอลิคำไซ 22 คน
วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแบบประสมแขวงหัวพัน 20 คน
วิทยาลัยเทคนิคแขวงหลวงพระบาง 22 คน
  • การติดตั้งและซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศ
วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแบบประสมแขวงอัตตะปือ 25 คน
  • ช่างไฟฟ้า
วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแบบประสมแขวงเซกอง 20 คน
ผลลัพธ์การดำเนินงาน
  • หลังจากเข้ารับการฝึกอบรม นักเรียนได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะ และเทคนิคการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เสริมสร้างทักษะวิชาชีพที่จำเป็นสำหรับการประกอบอาชีพ มีความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมั่นใจ และเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งมีนักเรียนที่ผ่านการอบรมของโครงการและจบการศึกษาแล้วจำนวน 112 คน โดยแบ่งเป็น ผู้ที่มีงานทำ 35 คน (ร้อยละ 31.25) ผู้ที่ศึกษาต่อ 68 คน (ร้อยละ 60.71) และไม่สามารถติดตามข้อมูลได้ 9 คน (ร้อยละ 8.04)
  • สนับสนุนอุปกรณ์ทางวิชาการ เครื่องจักร อุปกรณ์ช่วยการเรียนการสอน และหลักสูตรการอบรม
  • ปรับปรุงห้องฝึกปฏิบัติการ 8 โรงเรียน โรงเรียนเป้าหมายมีความพร้อมทางการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการใช้ห้องฝึกปฏิบัติเพิ่มมากยิ่งขึ้น
  • โรงเรียนสามารถประหยัดงบประมาณในการจัดอบรมและงบประมาณในการพัฒนาห้องปฏิบัติการ
  • การฝึกอบรมติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับระบบไฟส่องสว่างและระบบปั๊มน้ำที่มีการติดตั้งและใช้งาน สามารถประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 10,026.97 kWh (คำนวณตามระยะเวลาการใช้งานตั้งแต่ติดตั้งแล้วเสร็จและเปิดใช้งาน ถึง 31 ธันวาคม 2568) และคาดการณ์สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ประมาณ 6.09 tCO2e *
* หมายเหตุ:
  • การคำนวณใช้ค่า Emission Factor of the Lao Grid = 0.5595 kgCO2e/kWh (UNFCCC, 2019)
  • คำนวณอัตราการผลิตไฟฟ้าของแผง Solar Cell ตามค่าการลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้โครงการ LESS ของ อบก. (TGO) โดยค่าประมาณการสำหรับ โซลาร์เซลล์ คำนวณจากระยะเวลาที่แสงอาทิตย์มีค่าความเข้มที่เหมาะสม = 5 ชั่วโมง/วัน จำนวนวันที่ผลิตไฟฟ้า = 265 วัน/ปี ถ้าเฉลี่ยทั้งปี (5x265)/365 = 3.63 ชม./วัน
กิจกรรม กลุ่มเป้าหมาย จำนวน
  • การมอบทุนการศึกษา
นักศึกษาระดับปริญญาตรี 11 ทุน
นักศึกษาระดับวิชาชีพชั้นสูง 29 ทุน
ผลลัพธ์การดำเนินงาน
  • สนับสนุนทุนการศึกษาตั้งแต่เดือนกันยายน - ธันวาคม 2568 ทั้งหมด 40 ทุน รวมมูลค่า 506,408,000 กีบ
  • ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและค่าครองชีพของครัวเรือนผู้รับทุนในช่วงระยะ 4 เดือนแรกของปีการศึกษา ซึ่งครัวเรือนของผู้รับทุนทั้งหมด (ร้อยละ 100) ระบุว่า ช่วงที่ได้รับการสนับสนุนส่งผลให้ครัวเรือนไม่มีปัญหาอันเกิดมาจากภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของผู้รับทุน ช่วยลดภาระทางครอบครัวได้เป็นอย่างดี
  • นักศึกษามีค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่เพียงพอสำหรับดำรงชีวิตในช่วงเปิดภาคเรียน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา โดยทุนสนับสนุนที่เป็นค่าเทอม ค่าใช้จ่ายทั่วไป ค่าเดินทาง และค่าที่พัก ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ชีวิตในช่วงเปิดภาคเรียน จากการสอบถามผู้รับทุนทั้ง 40 คน ระบุว่าช่วงเวลาที่ได้รับการสนับสนุนไม่ประสบปัญหาด้านการเรียนอันเกิดจากภาระค่าใช้จ่าย
  • คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้รับทุนดีขึ้น จากการมีที่พักที่เหมาะสม การเดินทางที่ปลอดภัย โดยใช้งบประมาณจากทุนการศึกษาที่ได้รับ รวมถึงมีหลักประกันด้านความปลอดภัยขั้นพื้นฐานจากการที่โครงการจัดทำประกันอุบัติเหตุให้ผู้รับทุนด้วย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของกลุ่มนักศึกษาในช่วงเปิดภาคเรียน เกิดความมั่นคงในการใช้ชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น ในช่วงระยะเวลาการดำเนินโครงการ
ข้อมูลเพิ่มเติม: การประเมินผลกระทบของโครงการด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (SROI)
การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพในชุมชน
การดำเนินงาน ผลลัพธ์
การฝึกทักษะทางอาชีพ
  • ฝึกอาชีพด้านทักษะงานฝีมือ เช่น การทำสมุนไพร เสื้อผ้า เป็นต้น ให้คนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าในจังหวัดชลบุรี รวม 250 คน
  • สนับสนุน ฝึกอาชีพกลุ่มสตรีตามความถนัดของแต่ละชุมชนรอบโรงไฟฟ้าจังหวัดกำแพงเพชร
  • อบรมพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาชีพ เพื่อนำไปต่อยอดการประกอบอาชีพให้กับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าจังหวัดราชบุรี
  • ดำเนินโครงการ กล้าไม้แตกใบ สดใส ยืนต้น ใหญ่งาม เพื่อพัฒนาอาชีพและมอบทุนกู้ยืมเพื่อนำไปประกอบอาชีพ โดยมอบทุนแบบไม่มีดอกเบี้ยตั้งแต่ปี 2555 - ปัจจุบัน รวม 73 ทุน คิดเป็นเงินประมาณ 358,878,000 กีบ
สนับสนุนผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน
  • ร่วมพัฒนาของขวัญของชำร่วยปีใหม่กับชุมชน โดยประยุกต์ใช้ไม้ริดลานจากกิจกรรมดูแลระบบ สายส่งไฟฟ้านำมาออกแบบแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของขวัญเทศกาลปีใหม่
การดูแลและป้องกันสุขภาพของสังคมและชุมชน
การดำเนินงาน ผลลัพธ์
บริจาคโลหิตเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • ผู้เข้าร่วมบริจาคโลหิตจำนวน 41 คน ได้รับโลหิตจำนวน 18,450 ซีซี ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2560 ถึงปัจจุบัน รวมปริมาณโลหิตที่บริจาคแล้ว 156,150 ซีซี ประมาณการ การช่วยเหลือผู้ป่วยได้ประมาณ 1,041 คน
การส่งเสริม สร้างองค์ความรู้ ความตระหนัก ด้านสาธารณสุขให้ชุมชน / หน่วยงานในพื้นที่
  • อบรมเรื่อง “การดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพ เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD)” ให้กับกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวม 80 คน เพื่อเป็นแกนนำ การสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในชุมชน ต่อไป
  • อบรม พัฒนาศักยภาพเยาวชนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.น้อย) จำนวน 60 คน เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ในการดำเนินงานสาธารณสุขในชุมชนของตนเอง และการทำกิจกรรมที่ความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างถูกต้อง
การฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุ
  • ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอัคคีภัยและแผนการอพยพหนีภัยในโรงเรียน รวมถึงการจัดทำแผนเผชิญเหตุร่วมกับกลุ่มเครือข่ายโรงเรียน 22 แห่ง
  • ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การเขียนแผนเผชิญเหตุอัคคีภัยและแผนการอพยพหนีภัยในโรงเรียนให้กับบุคลากรโรงเรียนรวม 81 คน เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างความปลอดภัยภายในชุมชนรอบโรงไฟฟ้า
หน่วยแพทย์เคลื่อนที่
  • ให้บริการเสริมด้านการตรวจสุขภาพและรักษาโรคด้วยแพทย์แผนไทย จำนวน 16 หน่วย
  • ออกหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ให้กับประชาชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า โดยมีผู้มารับบริการรวม 170 คน
การแบ่งปันช่วยเหลือสังคมและชุมชน
การดำเนินงาน ผลลัพธ์
การบริจาคและแบ่งปันสิ่งของ
  • ผลิตและมอบถุงผ้าให้กับศูนย์ผู้สูงอายุ เทศบาลนนทบุรี จำนวน 200 ใบ
  • ส่งต่อเสื้อผ้าที่ผ่านการปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงรูปแบบ เหมาะต่อการใช้งานให้แก่ผู้ด้อยโอกาสจำนวน 35 ชิ้นงาน เพื่อแบ่งปันคุณค่าการใช้ประโยชน์ไปยังผู้ที่ต้องการและลดปริมาณขยะ โดยเฉพาะขยะสิ่งทอ และสร้างความตระหนักต่อปัญหาขยะสิ่งทอให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม
ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ (อุทกภัย)
  • ส่งมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย จังหวัดสงขลา จำนวน 500 ถุง เพื่อร่วมแบ่งปันและส่งกำลังใจต่อผู้ประสบอุทกภัยที่ได้รับผลกระทบและได้รับความเดือดร้อน
  • ส่งมอบสิ่งของ อุปกรณ์การทำความสะอาด และเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้
ดูแลความปลอดภัย
  • ฝึกอบรมจัดตั้งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รวม 390 คน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีส่วนช่วยในการดูแลรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้าน และมีกฎหมายรองรับการปฏิบัติหน้าที่ที่ชัดเจน
  • สนับสนุนติดตั้งกล้องวงจรปิด และเสียงตามสายชุมชน เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันเหตุอันตรายในชุมชนรอบโรงไฟฟ้า
ส่งเสริมและสืบสานประเพณี วัฒนธรรมชุมชน
  • ถวายเทียนจำนำพรรษาและกฐินสามัคคีรวม 48 วัด
  • ร่วมสนับสนุนงบประมาณการจัดกิจกรรมแข่งขันเรือพายท้องถิ่น
พัฒนาปรับปรุง ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค
  • ปรับปรุง/ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับ ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดราชบุรีจำนวน 5 ครัวเรือน จังหวัดปทุมธานี 34 ครัวเรือน
  • สนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้านในพื้นที่จำนวน 8 หมู่บ้าน
ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่เท่าเทียม
  • มอบสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต เลี้ยงอาหาร และมอบเงินสนับสนุนให้กับกลุ่มผู้ติดเชื้อ HIV ที่อยู่ที่ศูนย์ดูแลจังหวัดระยองรวม 103 คน
  • มอบสิ่งของเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต ได้แก่ ยารักษาโรค อุปกรณ์การศึกษา เพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส จังหวัดเชียงใหม่ รวม 30 คน
  • มอบของใช้ที่จำเป็นให้ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ผู้ป่วยติดเตียง โดยรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว
โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน

การดำเนินงานโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ในปี 2568 ยังคงสานต่อเจตนารมณ์เดิมของโครงการ ผ่านความร่วมมือกับกรมป่าไม้ และชุมชนที่ร่วมอนุรักษ์ ส่งเสริมการบริหารจัดการป่าชุมชนในรูปแบบป่ายั่งยืน ชุมชนได้ประโยชน์ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 เพื่อมุ่งสนับสนุนและยกระดับชุมชนในการอยู่ร่วมกับป่า ทั้งการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากป่าในการเป็นแหล่งอาหาร แหล่งท่องเที่ยวทางนิเวศ ที่ช่วยสร้างรายได้ ลดรายจ่าย เป็นแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นทั้งในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การรองรับภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือการเป็นแหล่งพึ่งพิงด้านสมุนไพร และยารักษาโรค อันจะช่วยสร้างความหวงแหนและขยายผลการอนุรักษ์พื้นที่ป่าให้กับชุมชนอื่น ๆ นำไปเป็นแบบอย่าง ในการดูแล รักษา และพัฒนาป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน รวมถึงการจัดตั้งป่าชุมชนในพื้นที่ของตนเองได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับพื้นที่ นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ 13 ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น

ผลการประกวดป่าชุมชนรางวัลคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ปี 2568
รวม 16 รางวัล มูลค่าเงินรางวัล 1,450,000 บาท
ผลสำรวจการใช้เงินรางวัลของป่าชุมชนที่ได้รับรางวัล
การบริหารจัดการ กิจกรรมที่ใช้เงินรางวัล สัดส่วนเงินรางวัลที่ใช้ (บาท) ร้อยละ
ด้านการฟื้นฟู ปลูกป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียว 249,500.00 17.21
ทำฝาย กักเก็บความชุ่มชื้น 163,000.00 11.24
ด้านการอนุรักษ์ ลาดตระเวน 299,800.00 20.68
ซื้ออุปกรณ์ป้องกันไฟป่า และทำแนวกันไฟ 212,000.00 14.62
กิจกรรมตามประเพณี (บวชป่า หรือ อื่น ๆ) 30,200.00 2.08
ด้านการพัฒนา ทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติ สร้างแหล่งเรียนรู้ / แหล่งท่องเที่ยว 327,500.00 22.58
อบรมให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์ฯ และการบริหารจัดการป่าชุมชน 70,000.00 4.83
พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน 80,000.00 5.52
ส่งเสริมกิจกรรมด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช-การกักเก็บคาร์บอน 18,000.00 1.24
ตัวอย่างคุณค่าที่เพิ่มพูนของ “ป่าชุมชนบ้านจาน จังหวัดบุรีรัมย์” ป่าชุมชนชนะเลิศระดับประเทศ

ป่าชุมชนบ้านจาน ตั้งอยู่พื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ มีพื้นที่ป่า 896 ไร่ 3 งาน 13 ตารางวา มีลักษณะเป็นป่าเต็งรังและป่าผสมผสาน มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารของชุมชน และแหล่งศึกษาเรียนรู้ของผู้ที่สนใจในธรรมชาติ

ผลจากการจัดโครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” ได้ช่วยสนับสนุนให้ ป่าชุมชนบ้านจานได้รับเงินรางวัลจำนวน 200,000 บาท เพื่อออมไว้ในบัญชีทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนนำไปต่อยอดในการบริหารจัดการป่าชุมชน โดยวางแผนจัดสรรเงินรางวัลที่ได้รับไว้ 3 มิติ ได้แก่ 1) มิติการฟื้นฟู โดยการปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ร้อยละ 35 2) มิติการพัฒนา โดยการปรับปรุงพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน และอาจส่งเสริมเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของชุมชน ร้อยละ 35 และ 3) มิติการอนุรักษ์ โดยจัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนการลาดตระเวนดูแลรักษาป่า ป้องกันการบุกรุก และเฝ้าระวังเหตุ ร้อยละ 30 ซึ่งเงินรางวัลที่ได้รับจะช่วยสนับสนุนและผลักดันการดำเนินงานของป่าชุมชนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพได้ต่อไป

ตัวอย่างคุณค่าที่เพิ่มพูนของ “ป่าชุมชนบ้านห้วยกองเลาะ จังหวัดลำพูน” ป่าชุมชนดีเด่นด้านการรับมือต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ป่าชุมชนบ้านห้วยกองเลาะ ตั้งอยู่พื้นที่หมู่ที่ 9 ตำบลป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าบ้านโฮ่ง มีพื้นที่ 3,750 ไร่ มีลักษณะเป็นป่าเต็งรังผสมเบญจพรรณ เป็นป่าบนเนินเขา มีลำห้วยหลักและลำห้วยเล็ก ๆ มากมาย ซึ่งชุมชนใช้ประโยชน์ในการทำเกษตรกรรม เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยว

การรับมือต่อภัยธรรมชาติที่ป่าชุมชนบ้านห้วยกองเลาะมีการดำเนินการ โดยเฉพาะการรับมือต่อไฟป่า ได้แก่ การจัดทำแนวกันไฟ การตั้งจุดตรวจและสกัดไฟป่า การทำเฉวียนกักเก็บใบไม้ การลาดตระเวนไฟป่า การสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น จัดทำแผนการบริหารจัดการไฟป่าในชุมชน การสร้างความรู้ความเข้าใจต่อชุมชนและเยาวชน การประเมินความเสี่ยง พร้อมกำหนดมาตรการรับมือ การซ้อมแผนฉุกเฉินและเผชิญเหตุไฟป่า การตรวจคัดกรองคนที่จะเข้าไปในป่าชุมชนเพื่อป้องกัน การเข้าไปทำลายป่า การอบรมให้ความรู้ด้านการปฐมพยาบาล ซึ่งถือเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่ครอบคลุมตั้งแต่ การป้องกัน จัดการเหตุ แก้ไข บรรเทาผลกระทบ ไปจนถึงการเยียวยารักษา

นอกจากการรับมือต่อเหตุไฟป่าแล้ว ยังได้จัดทำแผนการบริหารจัดการด้านน้ำท่วมและดินโคลนถล่มด้วย โดยการวิเคราะห์เส้นทางการไหลของน้ำและดินโคลนถล่ม ระบุพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุ เตรียมความพร้อมทางด้านกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย การปลูกป่าเสริมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ป้องกันการกัดเซาะของดิน เสริมการยึดเกาะ และการปลูกหญ้าแฝกบริเวณริมตลิ่งหรือที่ลาดชันเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินด้วย

ผลจากการจัดโครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” ได้ช่วยสนับสนุนให้ ป่าชุมชนบ้านห้วยกองเลาะได้รับเงินรางวัล จำนวน 50,000 บาท เพื่อออมไว้ในบัญชีทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชน นำไปต่อยอดในการบริหารจัดการป่าชุมชน โดยวางแผนจัดสรรเงินรางวัลที่ได้รับไว้ 2 มิติ ได้แก่ 1) มิติการฟื้นฟู โดยการปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ร้อยละ 14 และการทำฝาย เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นซึ่งจะช่วยคงความอุดมสมบูรณ์ของป่าไว้ ร้อยละ 20 ของเงินรางวัลที่ได้รับ และ 2) มิติการอนุรักษ์ โดยการจัดซื้อวัสดุ-อุปกรณ์ป้องกันไฟป่าและทำแนวกันไฟ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการทำลายความอุดมสมบูรณ์ของป่า โดยจัดสรรเงินรางวัลที่ได้รับไว้ร้อยละ 60 พร้อมจัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนการลาดตระเวนดูแลรักษาป่า ป้องกันการบุกรุก และเฝ้าระวังเหตุอีกร้อยละ 6 ซึ่งเงินรางวัลที่ได้รับจะช่วยสนับสนุนและเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในการดูแลป้องกันเหตุในพื้นที่ป่าชุมชน เพื่อคงและรักษาไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของป่าในชุมชนของตนต่อไปได้

การประเมินผลกระทบเชิงบวกที่ชุมชนได้รับจากโครงการ

ป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลได้ช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกในด้านการใช้ประโยชน์จากครัวเรือน ช่วยสร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างอาชีพและรายได้ รวมไปถึงการเอื้อประโยชน์ในการดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งแหล่งอาหาร แหล่งเรียนรู้ และยังถือเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของชุมชนที่ช่วยปกป้องชุมชนจากภัยธรรมชาติ เช่น ภัยแล้ง และน้ำท่วม เป็นต้น โดยมีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกรวมทั้งสิ้น 3,375 ครัวเรือน หรือประมาณ 12,106 คน ซึ่งพึ่งพาอาศัยและใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนในการดำรงชีพ

มิติด้านเศรษฐกิจ มิติด้านสังคม มิติด้านสิ่งแวดล้อม
  • ชุมชนได้เข้าไปใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน เป็นแหล่งอาหาร แหล่งรายได้จากการขายของป่าคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 22.25 ล้านบาท
  • ป่าชุมชนมีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น มีแหล่งน้ำให้ครัวเรือนได้ใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรกรรมและในชีวิตประจำวัน
  • ป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลรวม 1,782 แห่ง
  • ผู้นำชุมชนได้รับการฝึกอบรม เพื่อเพิ่มทักษะองค์ความรู้ในการบริหารจัดการป่าชุมชน จำนวน 258 คน
  • โรงเรียน สถานศึกษา นักวิชาการ และชุมชนใกล้เคียง มีโอกาสใช้ป่าชุมชนเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้มิติต่าง ๆ จำนวน 104 แห่ง นักเรียนโดยประมาณ 5,700 คน
  • เจ้าหน้าที่จำนวน 14 สำนักได้รับรางวัล ซึ่งเป็นขวัญและกำลังใจต่อเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานต่อไป
  • พื้นที่ป่าที่ได้รับการอนุรักษ์จากการสนับสนุนของโครงการจำนวน 24,088.08 ไร่
  • พื้นที่ที่ได้รับการอนุรักษ์จากโครงการ สามารถช่วยกักเก็บปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ ประมาณ 151,754.90 ตันคาร์บอน (เฉลี่ย 6.3 ตันคาร์บอน/ไร่)
  • ชุมชนมีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ ได้แก่ ไฟป่า น้ำแล้ง น้ำท่วม และการเกิดดินถล่ม
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)

บริษัทฯ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เข้าร่วมสนองพระราชดำริตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ตามกรอบดำเนินงานแผนแม่บท อพ.สธ. ระยะ 5 ปีที่หก และดำเนินงาน “โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) สนองพระราชดำริ โดย บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)” ซึ่งบริษัทฯ ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริอย่างต่อเนื่องตามกรอบแผนแม่บท อพ.สธ. ระยะ 5 ปีที่เจ็ด เพื่อร่วมสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ โดยสนองงานภายใต้กรอบการสร้างจิตสำนึก ในกิจกรรมที่ 8 ว่าด้วยกิจกรรมพิเศษสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากร ด้านการอบรมงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน และการอบรมงานฐานทรัพยากรท้องถิ่น

ตลอดระยะเวลาการเข้าร่วมสนองพระราชดำริ ภายใต้โครงการ อพ.สธ. บริษัทฯ ได้ส่งเสริมองค์ความรู้การดำเนินงาน ภายใต้กรอบการสร้างจิตสำนึก อพ.สธ. ผ่านการอบรม เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการวางแผนและขยายผลการดำเนินงาน ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรของหน่วยงานนั้น ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2561 - 2568 โดยดำเนินการฝึกอบรมรวมทั้งสิ้น 27 รุ่น รวมผู้เข้าร่วมอบรม 1,972 คน

ข้อมูลเพิ่มเติม: Plant Genetic Conservation Project Under the Royal Initiation of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG)
การจัดการคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ เพื่อตอบสนองเป้าหมายกลยุทธ์ความยั่งยืนของบริษัทฯ

บริษัทฯ ดำเนินงานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ผ่านโครงการปลูกป่าบก ป่าชายเลน และการสนับสนุนการอนุรักษ์ป่าชุมชน เพื่อรับการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตรวม 6 โครงการ ซึ่งนอกเหนือจากปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังสร้างผลประโยชน์ร่วมให้เกิดขึ้นแก่ท้องถิ่น ชุมชน ในมิติต่าง ๆ ด้วย

ลักษณะโครงการ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น
ปลูกป่าบก จังหวัดชลบุรี
  • จำนวน 2 โครงการ (อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ)
  • ระยะเวลาโครงการ 15 ปี
  • พื้นที่รวมประมาณ 469.02 ไร่
  • ประมาณการปริมาณคาร์บอนเครดิตที่บริษัทฯได้รับการแบ่งปันตลอดระยะเวลาโครงการ ประมาณ 6,015.18 tCO2e
  • สร้างงานในพื้นที่โดยการว่าจ้างแรงงานท้องถิ่นดำเนินการปลูกป่า และจ้างดูแลรักษาพื้นที่รวม 17 คน เป็นเงินจำนวนรวม 153,000 บาท
  • การจัดการพื้นที่รกร้าง ทำแนวกันไฟ ถางกำจัดวัชพืช ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเพลิงไหม้ลง
  • การทำแนวถนนรอบพื้นที่โครงการเป็นแนวกันไฟ สามารถใช้ประโยชน์ในการสัญจรได้
ปลูกป่าชายเลนจังหวัดจันทบุรี
  • จำนวน 1 โครงการ (อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ)
  • ระยะเวลาโครงการ 10 ปี
  • พื้นที่รวมประมาณ 113.47 ไร่
  • ประมาณการปริมาณคาร์บอนเครดิตที่บริษัทฯ ได้รับการแบ่งปันตลอดระยะเวลาโครงการ ประมาณ 2,808 tCO2e
  • สร้างงานในพื้นที่โดยการว่าจ้างแรงงานท้องถิ่นดำเนินการปลูกป่า และจ้างดูแลรักษาพื้นที่รวม 20 คน เป็นเงินจำนวนรวม 453,880 บาท
  • คาดการณ์ปลูกต้นไม้จำนวน 59,212 ต้น สามารถช่วยในการดักจับฝุ่นละอองได้ 82,896.80 กิโลกรัม/ปี (ต้นไม้ 1 ต้นสามารถดักจับฝุ่นและมลพิษในอากาศ PM2.5 ได้ 1.4 กิโลกรัม/ปี) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้คุณภาพอากาศในพื้นที่ดีขึ้น
  • การฟื้นฟูเปลี่ยนสภาพพื้นที่เสื่อมโทรมเดิม (บ่อกุ้งเก่าไม่ได้ใช้ประโยชน์) เป็นพื้นที่ป่าชายเลน ส่งผลให้มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ในพื้นที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งป่าชายเลนยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย หลบภัยสืบพันธุ์ และเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
การอนุรักษ์ป่าชุมชน 7 แห่ง ในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ
  • จำนวน 2 โครงการ (ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 1 โครงการและอยู่ระหว่างพัฒนา 1 โครงการ)
  • ระยะเวลาโครงการ 15 ปี
  • พื้นที่รวมประมาณ 5,222.42 ไร่
  • ประมาณการปริมาณคาร์บอนเครดิตที่บริษัทฯ ได้รับการแบ่งปันตลอดระยะเวลาโครงการ ประมาณ 9,765 tCO2e
  • สร้างงานในพื้นที่โดยการว่าจ้างแรงงานท้องถิ่นดำเนินการดูแลรักษาพื้นที่ รวม 30 คน เป็นเงินจำนวนรวม 81,000 บาท
  • การบริหารจัดการ ดูแลป่าชุมชน ช่วยลดปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นประจำในพื้นที่ ส่งผลให้ปัญหาหมอกควันลดลง คุณภาพอากาศในบรรยากาศดีขึ้น
  • การดูแลรักษาป่าช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพิ่มที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารให้สัตว์ป่า เพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน
  • เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ สร้างรายได้ สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับคนในชุมชน เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ชุมชน
  • สร้างการมีส่วนร่วมให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าของชุมชน ทั้งองค์กร ภาครัฐ และชุมชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน
  • เป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมการเรียนรู้การศึกษาดูงาน และทัศนศึกษาของเยาวชนได้
ปลูกป่าในพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี
  • จำนวน 1 โครงการ (ได้รับการขึ้นทะเบียน และทวนสอบคาร์บอนเครดิตแล้ว)
  • ระยะเวลาโครงการ 20 ปี
  • พื้นที่รวมประมาณ 47.92 ไร่
  • ประมาณการปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับตลอดระยะเวลาโครงการ ประมาณ 1,140 tCO2e
  • สร้างงานในพื้นที่โดยการว่าจ้างแรงงานท้องถิ่นดำเนินการดูแลรักษาพื้นที่ รวม 24 คน เป็นเงินจำนวนรวม 457,822.45 บาท
  • ช่วง 3 ปี แรก ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตแล้ว 390 tCO2e ซึ่งมากกว่าค่าคาดการณ์ (ปีละ 57 tCO2e) เนื่องจากมีการบริหารจัดการและดูแลเป็นอย่างดี
  • การนำเศษซากพืช (litter) เช่น ใบไม้แห้ง กิ่งไม้ และเศษวัชพืชมาทำเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อใช้เพาะปลูกพืชในพื้นที่อื่น ๆ
  • เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่โรงไฟฟ้า เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกลุ่มนก แมลง เป็นต้น
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ
การดำเนินงาน ผลลัพธ์
การฟื้นฟูระบบนิเวศและอนุรักษ์ทรัพยากร
  • สร้างปะการังเทียมจำนวน 280 ต้น ปล่อยปูม้าจำนวน 195 ตัว และปล่อยฉลามจำนวน 12 ตัว เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ท้องทะเลในอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และแหล่งประกอบอาชีพของคนในท้องถิ่น
  • ปลูกต้นโกงกางจำนวน 50 ต้น ในพื้นที่ป่าชายเลน จังหวัดสมุทรสงคราม
  • ปล่อยพันธุ์ปลาท้องถิ่น (ตะเพียนขาว, ตะเพียนแดง, ยี่สก, อีกง) จำนวน 93,000 ตัว ลงสู่แม่น้ำแม่กลอง
  • สนับสนุนกิจกรรมการปลูกต้นไม้ร่วมกับส่วนราชการ และชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า โดยปลูกต้นไม้จำนวน 500 ต้น
การลดก๊าซเรือนกระจก
  • ร่วมกิจกรรมส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกในชุมชนเพื่อขับเคลื่อนแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดปทุมธานี
การบริหารจัดการของเสีย
  • นำคณะกรรมการและสมาชิกกลุ่มธนาคารขยะรีไซเคิล และเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม รวม 12 คน ศึกษาดูงานศูนย์วิจัยและฝึกอบรมอุตสาหกรรมพลาสติก เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินงานของกลุ่มธนาคาร ขยะรีไซเคิล และเพิ่มมูลค่าขยะประเภทฝาขวดน้ำพลาสติก
  • ส่งมอบเถ้าชีวมวลปริมาณรวม 220 ตันให้กลุ่มเกษตรกรเพื่อนำเถ้าไปใช้เป็นส่วนผสมวัสดุปรับปรุงดิน ปลูกพืช ในแนวทางเกษตรอินทรีย์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี
การอบรมพัฒนาองค์ความรู้
  • อบรมส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์พลังงานและการประหยัดพลังงานให้นักเรียนจำนวน 108 คน
ความพึงพอใจของชุมชน

เพื่อให้มั่นใจว่า การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่บริษัทฯ มีอำนาจบริหารจัดการยังคงดำเนินงานได้ตามมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับและพึงพอใจ และได้รับความเชื่อถือจากผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ตั้งโครงการ กลุ่มโรงไฟฟ้าจึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยรอบอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเด็นด้านการดำเนินงาน กระบวนการผลิต การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย การสนับสนุนคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคม ซึ่งจะเป็นช่องทางหนึ่งในการสะท้อนผลการปฏิบัติงานของโรงไฟฟ้า และนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชน ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

ผลการสำรวจความพึงพอใจของชุมชน ปี 2568
กิจการ การดำเนินงาน ร้อยละเฉลี่ยความพึงพอใจ
ระดับปานกลาง-มากที่สุด
โรงไฟฟ้าราช โคเจนเนอเรชั่น สำรวจโดยใช้แบบสอบถามประชาชน ผู้นำท้องถิ่น รวมถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตร จากโรงไฟฟ้า 87.10
โรงไฟฟ้าราช เอ็นเนอร์จี ระยอง 100.00
โรงไฟฟ้าราชพัฒนา เอ็นเนอร์จี 88.91
โรงไฟฟ้าหินกอง 84.11
การแบ่งปันคุณค่ากับชุมชนและสังคม

ในปี 2568 บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานโดยมุ่งหวังให้ธุรกิจยังคงเติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและสังคม สะท้อนผ่านการลงทุน กิจกรรม และการแบ่งปันคุณค่าในรูปแบบต่าง ๆ รวมกว่า 1,338.42 ล้านบาท

รายการ มูลค่า (บาท)
ภาษีเงินได้ (นำส่งภาครัฐเพื่อการพัฒนาประเทศ) 1,122,829,586
ภาษีท้องถิ่น (นำส่งภาครัฐเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น) 16,392,818
กองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้า (นำส่งเข้าสู่กองทุนเพื่อการบริหารจัดการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้า) 127,745,295
โครงการพัฒนาสังคมและชุมชน (CSR) 47,533,646
การบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์ 23,916,232