โครงการการปรับเปลี่ยนโรงไฟฟ้าทาวน์สวิลล์ ออสเตรเลีย สู่การผลิตแบบผสมเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
โครงการการปรับเปลี่ยนโรงไฟฟ้าทาวน์สวิลล์ ออสเตรเลีย สู่การผลิตแบบผสมเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

โครงการการปรับเปลี่ยนโรงไฟฟ้าทาวน์สวิลล์ ออสเตรเลีย สู่การผลิตแบบผสมเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

รายละเอียดโครงการ

โรงไฟฟ้าทาวน์สวิลล์ (Townsville Power Station : TPS) ถือหุ้นโดยบริษัท ราช ออสเตรเลีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (RAC)ซึ่งเป็นบริษัทย่อย 100% ของราช กรุ๊ป ตั้งอยู่ในรัฐ ควีนสแลนด์ ออสเตรเลีย เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 1999 ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 242 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้กับ NATIONAL ELECTRICITY MARKET (NEM) และถือเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าหลักในมลรัฐควีนสแลนด์ โรงไฟฟ้าแห่งนี้ มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 ปีและใกล้ถึงระยะเวลาครบวาระการปลดระวาง ประกอบกับมลรัฐ ควีนสแลนด์ ต้องการสร้างระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคง เพื่อรองรับพลังงานทดแทนโดยใช้โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักที่มีอยู่แล้ว บริษัทฯ จึงเข้าร่วมในโครงการดังกล่าว

โครงการนี้ เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตโรงไฟฟ้าให้เป็น 2 ระบบ โดย Synchronous Condenser เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเพื่อส่งออกสู่ระบบ แต่เครื่องจะทำงานโดยหมุนอยู่ตลอดเวลา โดยเชื่อมต่ออยู่กับระบบไฟฟ้า เพื่อจ่ายกระแสตรง (DC) ด้วยการดัดแปลงเครื่องกังหันก๊าซและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเดิม ให้สามารถทำงานในระบบ Hybrid Rotating Grid Stabilizer: RGS ซึ่งสามารถสลับการทำงานไปมาได้ระหว่างโหมดผลิตไฟฟ้าปกติ และโหมด Synchronous condenser ที่แม้ไม่มีการผลิตไฟฟ้า แต่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะยังคงให้แรงเฉื่อยไฟฟ้าแบบหมุน (Rotating Inertia) ช่วยลดความผันผวนของความถี่ในระบบไฟฟ้า สนับสนุนกำลังไฟฟ้าลัดวงจร (Short-Circuit Power Contribution)

ผลลัพธ์ของโครงการ

โครงการนี้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยสามารถสร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนี้

  1. เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินทรัพย์โรงไฟฟ้าที่มีอายุการใช้งานมานาน โดย Synchronous Condenser ทำให้โรงไฟฟ้าสามารถเดินเครื่องผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้ใน 2 รูปแบบ (Hybrid) กล่าวคือ ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้ตามปกติในรูปแบบเดิม และสามารถผลิตไฟฟ้าเสริมความมั่นคงของระบบในช่วงเวลาที่มีการใช้พลังงานหมุนเวียนด้วย
  2. เป็นการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาพลังงานทดแทนและการลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ รวมทั้งมลรัฐควีนสแลนด์ ออสเตรเลียที่มีเป้าหมายที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้ร้อยละ 80 ในปี 2035
  3. เป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เพราะมีระบบไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่มั่นคงมากขึ้น และสิ่งแวดล้อมได้ประโยชน์จากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง เพราะระบบนี้ไม่มีการใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น
  4. ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงมากขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการล่มของระบบไฟฟ้าจนเกิดไฟดับ (Grid Blackout) ในระบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสูง โดยเฉพาะบริเวณที่มีโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ และ/หรือโรงไฟฟ้าพลังงานลมมาก
  5. สามารถทดแทนการลงทุนในโรงไฟฟ้าสำรอง (Spinning Reserve) ของประเทศ เพราะระบบนี้สามารถให้แรงเฉื่อย (Inertia) โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงและไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศ เพราะระบบไฟฟ้าจะมีความเสถียรและสามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้นเป็นการสร้างคุณค่าเพิ่มโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่ใกล้จะปลดระวางให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  6. ประโยชน์ในการปรับปรุงคุณภาพของระบบไฟฟ้าในสายส่ง เช่น ช่วยควบคุมแรงดันไฟฟ้า และปรับค่า Power Factor (ค่ากำลังไฟฟ้า) ให้เหมาะสม เพื่อปรับสมดุล หรือเสริมเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้า