การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นสาระสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานทั้งด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน ต้นทุนการดำเนินงาน และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบของประเด็นดังกล่าวจึงให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับกลุ่มบริษัทฯ และระดับโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถสร้างการเติบโตในระยะยาวและมูลค่าได้อย่างยั่งยืน

แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัทฯ กำหนดแนวทางการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับกลุ่ม โดยมุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการเสริมสร้างความต่อเนื่องของการดำเนินงานผ่านการบูรณาการประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับกลยุทธ์องค์กร การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลบริษัทย่อย แนวทางสำคัญประกอบด้วย

1
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานและการลงทุน
  • เน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานคาร์บอนต่ำให้มากขึ้น
  • สนับสนุนให้โรงไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทย่อยปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าเพื่อลดการใช้พลังงาน การใช้น้ำ และทรัพยากรอื่นๆ ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า
  • ส่งเสริมให้มีอนุรักษ์พลังงาน การติดตามข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้าและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน อย่างต่อเนื่อง
2
การบริหารความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
  • จัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกครอบคลุมขอบเขตที่ 1-3 ของกลุ่มบริษัทฯ และดำเนินการคำนวณปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรตามข้อกำาหนด Carbon Footprint For Organization ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
  • ยกระดับมาตรการติดตามการควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าในพอร์ตการลงทุน ผ่านกลไกระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Management System: ESMS)
  • ส่งเสริมให้บริษัทย่อยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เสริมประสิทธิภาพการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าแบบเชิงรุกด้วย
3
การเสริมสร้างความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • สนับสนุนให้บริษัทย่อยประเมินความเสี่ยงทางกายภาพที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ภัยแล้ง น้ำท่วม และไฟป่า ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและการผลิตไฟฟ้า
  • นำผลที่ได้จากการประเมินไปใช้วางแผนการดำเนินงานโครงการ วิธีการหรือมาตรการป้องกัน และการจัดทำแผนรองรับเหตุการณ์ และแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
  • วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการ เพื่อนำมาผลมาใช้ในการออกแบบโครงการและกำหนดมาตรการป้องกันด้วย โดยผลจากการประเมินได้นำมากำหนดมาตรการบริหารจัดการเชิงรุกที่มีเป้าหมายการดำเนินงานชัดเจนในระยะสั้นถึงระยะกลาง (น้อยกว่า 10 ปี) เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำสำรองและการเชื่อมต่อเครือข่ายน้ำเพื่อป้องกัน และบรรเทาการขาดแคลนน้ำ มาตรการป้องกันอุทกภัยโดยก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมและออกแบบยกระดับพื้นที่ปฏิบัติการ โรงไฟฟ้า เป็นต้น
4
การบูรณาการประเด็นสภาพภูมิอากาศในกระบวนการลงทุน
  • พิจารณาปัจจัยด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินโครงการ
  • นำแนวคิด Internal Carbon Pricing มาใช้เป็นเครื่องมือประกอบการวิเคราะห์และประเมินโครงการลงทุนและการบริหารสินทรัพย์ของกลุ่มบริษัทฯ โดยนำต้นทุนคาร์บอนในเชิงสมมติมาพิจารณาร่วมกับปัจจัยด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
  • สนับสนุนการลงทุนที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคพลังงาน

โครงสร้างการกำกับดูแลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Governance of Climate Change Management
หน่วยงาน บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
คณะกรรมการบริษัทฯ
  • บูรณาการประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไว้ในระบบการบริหารความเสี่ยงองค์กร การควบคุมภายใน กลยุทธ์ธุรกิจ และเป้าหมาย
  • กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ ทิศทาง และกลยุทธ์การดำเนินงานที่รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และมุ่งสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ
  • ให้ความเห็นชอบกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งตัวชี้วัดและเป้าหมายที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทของบริษัทฯ
  • กำกับดูแลและชี้แนะแนวทางการดำเนินกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน และกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนปฏิบัติการและเป้าหมายของบริษัทฯ และติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม
  • ติดตามความก้าวหน้าเทียบกับเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะกรรมการตรวจสอบ
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
  • รวบรวมประเด็นโอกาสและความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไว้ในการประเมินและการบริหารความเสี่ยงองค์กร
  • กำกับดูแลและติดตามประสิทธิภาพของระบบการบริหารความเสี่ยง ระบบควบคุมภายใน รวมทั้งความสอดคล้องของกลยุทธ์ และเป้าหมายทางธุรกิจกับกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
คณะกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน
  • กำกับดูแลและติดตามความก้าวหน้าการดเนินงานตามแผนกลยุทธ์ความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสในระดับองค์กร
  • ให้ความเห็นและชี้แนะแนวทางกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแผนงานและเป้าหมายที่ตอบสนองต่อกลยุทธ์ พร้อมทั้งนำเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาเห็นชอบ
คณะกรรมการกลั่นกรองการลงทุน
  • กำกับดูแลการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการพิจารณาการลงทุนโครงการ รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสในระดับโครงการและองค์กร
คณะกรรมการตรวจสอบ
  • ติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้พร้อมให้ข้อเสนอแนะ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท และกรรมการผู้จัดการใหญ่
  • นำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการบริษัทมาสู่การปฏิบัติ โดยจัดทำแผนปฏิบัติที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศติดตามประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความก้าวหน้าของการปฏิบัติตามแผนงาน เทียบกับเป้าหมายที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติไว้
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน
  • บูรณาการประเด็นความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศเข้าไว้ในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility) และการตรวจสอบสถานะและประเมินทรัพย์สิน (Due diligence) เพื่อประกอบการพิจารณาลงทุนโครงการต่างๆ และร่วมลงทุนโครงการในธุรกิจเกี่ยวเนื่องและธุรกิจใหม่ (Non-power)
  • พิจารณาคัดเลือกคู่ค้าที่มีการดำเนินงานด้าน ESG และติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องในช่วงของารก่อสร้างโครงการ
  • บริหารจัดการโครงการและเลือกใช้เทคโนโลยีเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการปฏิบัติการ
  • ควบคุมดูแลประสิทธิภาพของระบบการบริหารความเสี่ยงองค์กร การดำเนินงานสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลของกลุ่มบริษัทฯ (รวมบริษัทย่อยและบริษัทร่วมทุน)
  • ติดตามผลการจัดการก๊าซเรือนกระจก และการบริหารความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโรงไฟฟ้า/สินทรัพย์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน
  • จัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนา/ลงทุนโครงการสีเขียวหรือโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของกลุ่มบริษัทฯ
  • ติดตามผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของเจ้าหนี้ มาตรฐานทางบัญชี และการรายงานการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานยุทธศาสตร์และความยั่งยืนองค์กร
  • ขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน และกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการปฏิบัติตามแผนที่นำทาง และเป้าหมายของบริษัทฯ และกิจการที่บริษัทฯ มีอำนาจบริหารจัดการ (Operational Control)
  • ติดตามการดำเนินงาน ความก้าวหน้าของแผนงานและเป้าหมาย พร้อมทั้งรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการและหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง
รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานกฎหมายและกิจการองค์กร
  • กำกับดูแลด้านกฎหมาย กิจการองค์กรของกลุ่มบริษัทฯ ให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ และหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนดูแลการบริหารงานที่สนับสนุนที่เกี่ยวข้องให้มีความโปร่งใสมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยบายขององค์กร
ฝ่ายตรวจสอบภายใน
  • ตรวจประเมินความครบถ้วนและเพียงพอของการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้สอดคล้องตามกลยุทธ์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ และรายงานต่อกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคณะกรรมการตรวจสอบทราบ
คณะทำงานบูรณาการความยั่งยืนและการจัดการก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
  • ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความสอดคล้องของแผนกลยุทธ์ธุรกิจ และแผนความยั่งยืน ตลอดจนเป้าหมายและการบูรณาการประเด็นที่เป็นนัยสำคัญด้านความยั่งยืนกับกิจกรรมทางธุรกิจและกระบวนการทำงานของบริษัทฯ
  • ให้ความเห็น/สนับสนุนข้อมูลเพื่อากรจัดทำแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ และการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก
  • เป็นแกนหลักขับเคลื่อนการบูรณาการประเด็นด้านความยั่งยืนในกระบวนการทำงานของสายงานและหน่วยงาน รวมทั้งการจัดการ และ/หรือการลดก๊าซเรือนกระจก
  • รวบรวมความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งประเด็นความเสี่ยงและผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อความยั่งยืนของบริษัทฯ และรายงานต่อที่ประชุมคณะทำงานฯ
  • ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ บริษัทย่อยและบริษัทร่วมทุน เพื่อสื่อสารนโยบายและเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ รวมทั้งรวบรวมข้อมูลการจัดการก๊าซเรือนกระจกกลุ่มบริษัทฯ รายงานต่อคณะทำงานฯ
  • รวบรวม จัดทำ และสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน ตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล และสถาบันจัดอันดับด้นความยั่งยืนต่าง ๆ

กลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจก

บริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มบริษัทฯ ให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 โดยมี 4 แนวทาง ดังนี้

Emission reduction strategy

แนวทางการจัดการก๊าซเรือนกระจกในปี 2568

1. การลงทุนด้านพลังงานทดแทน
มุ่งเน้นการลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้า (GHG Emission Intensity) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ และแนวทางตามกรอบ Science Based Targets initiative (SBTi) เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
2. การบริหารพอร์ตการลงทุน
มุ่งเน้นการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนอย่างสมดุล โดยจัดกลุ่มโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นสินทรัพย์เดิมที่มีแนวโน้มลดบทบาทลง ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ เงินลงทุนใหม่จะมุ่งสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและโครงการที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของบริษัทฯ
3. การพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
มุ่งเน้นการพัฒนาและนำเทคโนโลยีมาใช้โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความคุ้มค่าต่อการลงทุน และความสอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนของบริษัทฯ โดยสินทรัพย์เดิมจะมุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพค่าความร้อน การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการควบคุมการเดินเครื่องและการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ รวมถึงการเปลี่ยนเชื้อเพลิง เช่น จากถ่านหินเป็นชีวมวล หรือจากเชื้อเพลิงคาร์บอนสูงเป็นคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่เป็นฐานการเติบโตในอนาคต เช่น พลังงานหมุนเวียน เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และไฮโดรเจนสีเขียว
4. การจัดการและการชดเชยคาร์บอน
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลำดับแรก โดยการจัดการและการชดเชยคาร์บอนจะใช้สำหรับการปล่อย ที่ไม่สามารถลดได้ด้วยข้อจำกัดทางเทคนิคหรือเศรษฐศาสตร์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยโดยรวม ทั้งนี้ บริษัทฯ มุ่งเน้นการชดเชยที่ก่อให้เกิดการลดการปล่อยจริง โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่ใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions) ที่สร้างประโยชน์ร่วมด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ควบคู่กับเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอน (Technology-based Solutions) และการลดการปล่อยภายในห่วงโซ่คุณค่า (Carbon Insetting) เพื่อลดการพึ่งพาการชดเชยจากภายนอก

การบริหารความเสี่ยงและโอกาสจากสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยที่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าและพลังงานของบริษัทฯ ซึ่งปัจจุบันประเทศต่าง ๆ กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด พร้อมทั้งการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ด้วย

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นฐานธุรกิจสำคัญ ของบริษัทฯ อยู่ระหว่างการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และข้อกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง และกำหนดเป้าหมาย NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution: NDC) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 47% ภายในปี 2578 (เทียบกับปีฐาน 2562) และมุ่งไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593

Climate Risk Management

กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management Process)

Risk and opportunity management process

บริษัทฯ ได้พิจารณาวิธีการและเครื่องมือสำหรับใช้ในกระบวนการบริหารความเสี่ยงและโอกาสที่เหมาะสมกับบริบทลักษณะธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งเป็นโฮลดิ้งคัมปานีที่เน้นการลงทุนด้านไฟฟ้าและพลังงาน โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลายในการระบุ ประเมิน และบริหารความเสี่ยงและโอกาส ครอบคลุมมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการกำกับดูแลกิจการ เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงและโอกาสมีความรอบด้านและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อย่างยั่งยืน สรุปได้ดังนี้

1
การระบุความเสี่ยงและโอกาส (Identification)
บริษัทฯ พิจารณาปัจจัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้บริบททางธุรกิจและสภาพแวดล้อมภายนอก โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์ฉากทัศน์ (Scenario Analysis) เพื่อระบุความเสี่ยงเชิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) เช่น นโยบายภาษีคาร์บอน และความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) ที่ครอบคลุมทุกขอบเขตการดำเนินงาน (Scope of Operations) พร้อมทั้งระบุโอกาสทางธุรกิจ (Climate-related Opportunities) ในการขยายพอร์ตพลังงานสะอาด
2
การประเมินและจัดลำดับความสำคัญ (Assessment & Prioritization)
บริษัทฯ ประเมินระดับความรุนแรง โอกาสในการเกิด (Likelihood) และขนาดของผลกระทบ (Magnitude) โดยพิจารณาทั้งปัจจัยเชิงคุณภาพและเกณฑ์เชิงปริมาณ (Quantitative Thresholds) เพื่อประเมินผลกระทบต่อด้านกลยุทธ์ การเงิน และการดำเนินงาน รวมถึงเปรียบเทียบความมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านภูมิอากาศกับความเสี่ยงประเภทอื่น ๆ ขององค์กร เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการบริหารจัดการ
3
การกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงและการสร้างโอกาส (Response)
บริษัทฯ กำหนดมาตรการตอบสนองให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) โดยบูรณาการแผนบริหารความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเข้ากับแผนกลยุทธ์และการกำหนดเป้าหมายขององค์กร เช่น การลงทุนในนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
4
การติดตาม ทบทวน และรายงานผล (Monitoring & Reporting)
บริษัทฯ กำหนดการติดตามดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicators: KRIs) และความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการรายงานผลการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสต่อฝ่ายบริหาร คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง คณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการบริษัทฯ เป็นประจำทุกไตรมาส เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการบริหารจัดการมีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

การบริหารจัดการและแผนปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

1
การประเมินความเสี่ยงด้านกายภาพ (Physical Risks)
จากการประเมินความเสี่ยงด้านกายภาพที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจภายใต้ฉากทัศน์สำหรับวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านกายภาพของกิจการที่อยู่ภายใต้การควบคุมในประเทศไทย ออสเตรเลีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ใน 2 รูปแบบ โดยพิจารณาจากระดับความรุนแรงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ฉากทัศน์ผลกระทบระดับต่ำ ซึ่งอ้างอิงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่ 1.6 องศาเซลเซียส (RCP 2.6) และฉากทัศน์ผลกระทบระดับสูง ที่อ้างอิงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่ 4.3 องศาเซลเซียส (RCP 8.5) ในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) ครอบคลุมระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยพิจารณาความเสี่ยงหลัก ได้แก่ ภัยแล้ง น้ำาท่วม และสภาพอากาศสุดขั้วจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร โดยครอบคลุมการดำเนินงานในประเทศไทย ออสเตรเลีย เวียดนาม ญี่ปุ่น สปป.ลาว และอินโดนีเซีย
คาดการณ์ผลกระทบ
ผลที่ได้จากการประเมิน
มาตรการจัดการ
ประเด็นความเสี่ยง:

ภัยแล้ง

ช่วงเวลาเกิดผลกระทบ:

ระยะสั้น-ระยะยาว

การขาดแคลนน้ำหรือปริมาณ น้ำใช้ที่มีจำกัดทำให้ไม่เพียงพอ ต่อการผลิตพลังงานไฟฟ้า ส่งผลกระทบต่อการผลิตและ รายได้หลักของกลุ่มบริษัทฯ
สัดส่วนจำนวนวันที่เกิดภาวะ แห้งแล้งติดต่อกันมากที่สุด ในออสเตรเลียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มากที่สุด ภายใต้ฉากทัศน์ RCP 2.6 (คิดเป็น 8%) ทั้งในปี 2030 และ 2050 เช่นเดียวกับฉากทัศน์ RCP 8.5
  1. จัดหาและสร้างแหล่งเก็บน้ำสำรอง และวางแผน จัดหาแหล่งน้ำฉุกเฉิน
  2. เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม และแสงอาทิตย์ เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งน้ำ และบรรเทาความเสี่ยงจากภัยแล้งในระยะยาว (ปี 2030 เป็นต้นไป)
  3. บริหารจัดการน้ำกับการผลิตให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้น้ำสำรองและปรับปรุงระบบหล่อเย็น ควบคู่กับการปรับแผนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง ในระยะยาว
  4. ใช้สถิติน้ำฝนย้อนหลัง 100 ปี ประเมินความเสี่ยง ในการทำ EIA และคัดเลือกที่ตั้งโครงการ
ประเด็นความเสี่ยง:

น้ำท่วม

ช่วงเวลาเกิดผลกระทบ:

ระยะสั้น-ระยะกลาง

เกิดน้ำท่วมที่สร้างความเสียหาย ต่อทรัพย์สิน อุปกรณ์ และ เครื่องจักรสำคัญและมีมูลค่าสูง รวมถึงส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตและระบบสายส่ง
จำนวนวันสูงสุดที่เกิดฝนตกหนักในประเทศไทย เวียดนาม และ อินโดนีเซีย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มากที่สุด ภายใต้ฉากทัศน์ RCP 8.5 ในปี 2050
  1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการกักเก็บและระบายน้ำ เพื่อบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนและรองรับ สถานการณ์น้ำท่วม พร้อมเสริมความมั่นคงด้านน้ำ ในกรณีขาดแคลนน้ำในอนาคต
  2. เชื่อมต่อเครือข่ายเพื่อติดตามสถานการณ์ระดับน้ำ
  3. ศึกษาข้อมูลปริมาณน้ำฝนย้อนหลัง เช่น สถิติน้ำฝน 100 ปี และการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน เพื่อประเมิน ความเสี่ยงและผลกระทบในการจัดทำ EIA และการคัดเลือกพื้นที่ตั้งโครงการ
ประเด็นความเสี่ยง:

สภาพอากาศสุดขั้ว

ช่วงเวลาเกิดผลกระทบ:

ระยะยาว

  • สร้างความเสียหายต่อ โครงสร้างพื้นฐานเครื่องจักร และอุปกรณ์ และอาจทำให้ เกิดการบาดเจ็บของผู้ปฏิบัติงาน จากวัสดุตกใส่
  • การเกิดฟ้าผ่าที่สร้าง ความเสียหายต่อระบบสายส่งไฟฟ้า และพายุลูกเห็บ ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อโครงสร้างพื้นฐาน
การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ที่รุนแรง โดยเฉพาะความเร็วลม ในประเทศไทย เวียดนาม และ อินโดนีเซีย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สูงสุดภายใต้ฉากทัศน์ RCP 8.5 ในปี 2050
กำหนดให้การบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมาตรการที่ระบุไว้ในรายงาน EIA
2
การประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks)
จากการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย กฎระเบียบ เทคโนโลยี ตลาด และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย และอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกลยุทธ์การดำเนินงาน และฐานะทางการเงินของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการวิเคราะห์ความเสี่ยงภายใต้ 3 ฉากทัศน์ที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล ได้แก่ ฉากทัศน์นโยบายภาครัฐ (State Policy Scenario) ฉากทัศน์การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Scenarios: SDS) และฉากทัศน์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission Scenarios: NZE) โดยพิจารณาผลกระทบต่อการดำเนินงาน ต้นทุน การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดกลยุทธ์และการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กรอย่างเหมาะสม รวมถึงระยะเวลาที่คาดว่าจะเกิดผลกระทบใน 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ระยะสั้น 0–5 ปี ระยะกลาง 5-10 ปี และระยะยาว 10 ปี ขึ้นไป
ประเด็นความเสี่ยง:
กฎหมาย และข้อกำหนด
ประเด็นความเสี่ยง:
การบังคับใช้ภาษีคาร์บอน
ระยะเวลา:
ระยะสั้น (ไม่เกิน 5 ปี)
ลักษณะของผลกระทบ
  • ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นตาม ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการดำเนินงาน
  • ต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อ ราคาวัตถุดิบ และบริการจากคู่ค้าปรับตัวสูงขึ้น
มาตรการจัดการความเสี่ยง
  1. การลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ/การกักเก็บคาร์บอนสำหรับโรงไฟฟ้า เชื้อเพลิงฟอสซิลเดิมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเพื่อลด/กำจัดก๊าซเรือนกระจก
  2. การเข้าซื้อสินทรัพย์ใหม่ที่ใช้พลังงานทดแทนหรือโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่มีการใช้เทคโนโลยีในการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกอยู่แล้ว
  3. การหลีกเลี่ยง/ยกเลิกการลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหิน
3
การประเมินโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ ได้ระบุโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ ได้แก่ การขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาโครงการเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจน ระบบกักเก็บพลังงาน และธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ในระยะกลางถึงระยะยาวได้ โดยบริษัทฯ กำหนดนิยาม ระยะสั้น (ช่วงเวลาไม่เกิน 5 ปี) ซึ่งสอดคล้องกับการวางแผนงบประมาณและการดำเนินงานประจำ ระยะกลาง (ช่วงเวลา 5-10 ปี) ซึ่งสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ และการลงทุน และระยะยาว (ช่วงเวลามากกว่า 10 ปี) ตามแผนโครงสร้างธุรกิจและเป้าหมายด้านความยั่งยืน รวมถึงเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของบริษัทฯ ในปี พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ด้วย