การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นสาระสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานทั้งด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน ต้นทุนการดำเนินงาน และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบของประเด็นดังกล่าวจึงให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับกลุ่มบริษัทฯ และระดับโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถสร้างการเติบโตในระยะยาวและมูลค่าได้อย่างยั่งยืน
แนวทางการบริหารจัดการ
บริษัทฯ กำหนดแนวทางการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับกลุ่ม โดยมุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการเสริมสร้างความต่อเนื่องของการดำเนินงานผ่านการบูรณาการประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับกลยุทธ์องค์กร การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลบริษัทย่อย แนวทางสำคัญประกอบด้วย
- เน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานคาร์บอนต่ำให้มากขึ้น
- สนับสนุนให้โรงไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทย่อยปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าเพื่อลดการใช้พลังงาน การใช้น้ำ และทรัพยากรอื่นๆ ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า
- ส่งเสริมให้มีอนุรักษ์พลังงาน การติดตามข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้าและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน อย่างต่อเนื่อง
- จัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกครอบคลุมขอบเขตที่ 1-3 ของกลุ่มบริษัทฯ และดำเนินการคำนวณปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรตามข้อกำาหนด Carbon Footprint For Organization ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
- ยกระดับมาตรการติดตามการควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าในพอร์ตการลงทุน ผ่านกลไกระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Management System: ESMS)
- ส่งเสริมให้บริษัทย่อยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เสริมประสิทธิภาพการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าแบบเชิงรุกด้วย
- สนับสนุนให้บริษัทย่อยประเมินความเสี่ยงทางกายภาพที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ภัยแล้ง น้ำท่วม และไฟป่า ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและการผลิตไฟฟ้า
- นำผลที่ได้จากการประเมินไปใช้วางแผนการดำเนินงานโครงการ วิธีการหรือมาตรการป้องกัน และการจัดทำแผนรองรับเหตุการณ์ และแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการ เพื่อนำมาผลมาใช้ในการออกแบบโครงการและกำหนดมาตรการป้องกันด้วย โดยผลจากการประเมินได้นำมากำหนดมาตรการบริหารจัดการเชิงรุกที่มีเป้าหมายการดำเนินงานชัดเจนในระยะสั้นถึงระยะกลาง (น้อยกว่า 10 ปี) เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำสำรองและการเชื่อมต่อเครือข่ายน้ำเพื่อป้องกัน และบรรเทาการขาดแคลนน้ำ มาตรการป้องกันอุทกภัยโดยก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมและออกแบบยกระดับพื้นที่ปฏิบัติการ โรงไฟฟ้า เป็นต้น
- พิจารณาปัจจัยด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินโครงการ
- นำแนวคิด Internal Carbon Pricing มาใช้เป็นเครื่องมือประกอบการวิเคราะห์และประเมินโครงการลงทุนและการบริหารสินทรัพย์ของกลุ่มบริษัทฯ โดยนำต้นทุนคาร์บอนในเชิงสมมติมาพิจารณาร่วมกับปัจจัยด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
- สนับสนุนการลงทุนที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคพลังงาน
โครงสร้างการกำกับดูแลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
| หน่วยงาน | บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ |
|---|---|
| คณะกรรมการบริษัทฯ |
|
| คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง |
|
| คณะกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน |
|
| คณะกรรมการกลั่นกรองการลงทุน |
|
| คณะกรรมการตรวจสอบ |
|
| ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท และกรรมการผู้จัดการใหญ่ |
|
| ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน |
|
| ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการปฏิบัติการ |
|
| ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน |
|
| รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานยุทธศาสตร์และความยั่งยืนองค์กร |
|
| รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานกฎหมายและกิจการองค์กร |
|
| ฝ่ายตรวจสอบภายใน |
|
| คณะทำงานบูรณาการความยั่งยืนและการจัดการก๊าซเรือนกระจกขององค์กร |
|
กลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มบริษัทฯ ให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 โดยมี 4 แนวทาง ดังนี้
แนวทางการจัดการก๊าซเรือนกระจกในปี 2568
การบริหารความเสี่ยงและโอกาสจากสภาพภูมิอากาศ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยที่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าและพลังงานของบริษัทฯ ซึ่งปัจจุบันประเทศต่าง ๆ กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด พร้อมทั้งการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ด้วย
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นฐานธุรกิจสำคัญ ของบริษัทฯ อยู่ระหว่างการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และข้อกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง และกำหนดเป้าหมาย NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution: NDC) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 47% ภายในปี 2578 (เทียบกับปีฐาน 2562) และมุ่งไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593

กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management Process)
บริษัทฯ ได้พิจารณาวิธีการและเครื่องมือสำหรับใช้ในกระบวนการบริหารความเสี่ยงและโอกาสที่เหมาะสมกับบริบทลักษณะธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งเป็นโฮลดิ้งคัมปานีที่เน้นการลงทุนด้านไฟฟ้าและพลังงาน โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลายในการระบุ ประเมิน และบริหารความเสี่ยงและโอกาส ครอบคลุมมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการกำกับดูแลกิจการ เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงและโอกาสมีความรอบด้านและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อย่างยั่งยืน สรุปได้ดังนี้
การบริหารจัดการและแผนปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ
ภัยแล้ง
ช่วงเวลาเกิดผลกระทบ:ระยะสั้น-ระยะยาว
- จัดหาและสร้างแหล่งเก็บน้ำสำรอง และวางแผน จัดหาแหล่งน้ำฉุกเฉิน
- เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม และแสงอาทิตย์ เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งน้ำ และบรรเทาความเสี่ยงจากภัยแล้งในระยะยาว (ปี 2030 เป็นต้นไป)
- บริหารจัดการน้ำกับการผลิตให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้น้ำสำรองและปรับปรุงระบบหล่อเย็น ควบคู่กับการปรับแผนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง ในระยะยาว
- ใช้สถิติน้ำฝนย้อนหลัง 100 ปี ประเมินความเสี่ยง ในการทำ EIA และคัดเลือกที่ตั้งโครงการ
น้ำท่วม
ช่วงเวลาเกิดผลกระทบ:ระยะสั้น-ระยะกลาง
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการกักเก็บและระบายน้ำ เพื่อบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนและรองรับ สถานการณ์น้ำท่วม พร้อมเสริมความมั่นคงด้านน้ำ ในกรณีขาดแคลนน้ำในอนาคต
- เชื่อมต่อเครือข่ายเพื่อติดตามสถานการณ์ระดับน้ำ
- ศึกษาข้อมูลปริมาณน้ำฝนย้อนหลัง เช่น สถิติน้ำฝน 100 ปี และการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน เพื่อประเมิน ความเสี่ยงและผลกระทบในการจัดทำ EIA และการคัดเลือกพื้นที่ตั้งโครงการ
สภาพอากาศสุดขั้ว
ช่วงเวลาเกิดผลกระทบ:ระยะยาว
- สร้างความเสียหายต่อ โครงสร้างพื้นฐานเครื่องจักร และอุปกรณ์ และอาจทำให้ เกิดการบาดเจ็บของผู้ปฏิบัติงาน จากวัสดุตกใส่
- การเกิดฟ้าผ่าที่สร้าง ความเสียหายต่อระบบสายส่งไฟฟ้า และพายุลูกเห็บ ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อโครงสร้างพื้นฐาน
- ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นตาม ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการดำเนินงาน
- ต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อ ราคาวัตถุดิบ และบริการจากคู่ค้าปรับตัวสูงขึ้น
- การลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ/การกักเก็บคาร์บอนสำหรับโรงไฟฟ้า เชื้อเพลิงฟอสซิลเดิมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเพื่อลด/กำจัดก๊าซเรือนกระจก
- การเข้าซื้อสินทรัพย์ใหม่ที่ใช้พลังงานทดแทนหรือโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่มีการใช้เทคโนโลยีในการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกอยู่แล้ว
- การหลีกเลี่ยง/ยกเลิกการลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหิน