น้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการผลิตไฟฟ้า กลุ่มบริษัทฯ จึงต้องมีการประเมินความต้องการใช้น้ำและศักยภาพของแหล่งน้ำในพื้นที่ เพื่อประกอบการพิจารณาเลือกพื้นที่ตั้งโครงการ รวมถึงการประเมินความเป็นไปได้และจัดหาแหล่งน้ำสำรองกรณีที่แหล่งน้ำหลักเกิดปัญหาขาดแคลนอันเนื่องมาจากฤดูกาล การแย่งชิงการใช้น้ำจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือการเพิ่มขึ้นของประชากร รวมถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 2-7 ปี และส่งผลให้เกิดภาวะแห้งแล้งโดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันเป็นที่ตั้งของโครงการโรงไฟฟ้าหลักกลุ่มบริษัทฯ

มาตรการสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงความเพียงพอของแหล่งน้ำและผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศในพื้นที่ ที่กลุ่มโรงไฟฟ้าได้เนินการ ได้แก่

การจัดการน้ำ

ขยายภาพขนาดใหญ่

เป้าหมายการจัดการน้ำ

เป้าหมายการจัดการน้ำมุ่งเน้นดำเนินการในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยโรงไฟฟ้าราชบุรีได้ทำการกำหนดเป้าหมายปริมาณการใช้น้ำดิบต่อวัน เพื่อควบคุมและคงประสิทธิภาพการผลิตไว้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง

ขยายภาพขนาดใหญ่

การประเมินความเสี่ยงและบริหารจัดการการใช้น้ำ

บริษัทฯ ได้ทำคู่มือการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Risk Assessment Procedure) ไว้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESMS) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการใช้น้ำของบริษัทฯ กับผู้ใช้น้ำรายอื่นในพื้นที่เดียวกัน รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชน ระบบนิเวศ และภาคการผลิตอื่นๆ โดยการประเมินจะใช้เครื่องมือและฐานข้อมูลตามมาตรฐานสากล ได้แก่ WWF Water Risk Filter และ WRI Aqueduct ครอบคลุมการวิเคราะห์ความเสี่ยงในหลายด้าน เช่น ด้านกฎหมายและกฎระเบียบ ด้านการเงิน ด้านปริมาณและคุณภาพน้ำ ตลอดจนด้านชื่อเสียงและความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสีย โดยผลการประเมินถูกนำมาใช้ในการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโครงการ

แหล่งน้ำดิบและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านน้ำ

ในปี 2568 แหล่งน้ำดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทฯ ที่อยู่ในขอบเขตการควบคุมทางการเงิน (Financial Control) ยังคงมาจาก 3 ลุ่มน้ำหลัก ได้แก่ ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และลุ่มแม่น้ำบางปะกง

โดยบริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์และประเมินระดับความตึงเครียดของทรัพยากรน้ำในแต่ละลุ่มน้ำ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้น้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ใช้น้ำรายอื่น และสอดคล้องกับหลักการใช้น้ำอย่างยั่งยืน

ผลการประเมินระดับความตึงเครียดของทรัพยากรน้ำ ในปี 2568 สำหรับลุ่มแม่น้ำหลักทั้ง 3 ลุ่ม พบว่า ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มแม่น้ำบางปะกง จัดอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับความตึงเครียดของน้ำอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 40–80) บริษัทฯ จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านน้ำ และมาตรการบริหารจัดการการใช้น้ำของโรงไฟฟ้าอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อรักษาศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการลดผลกระทบจากการใช้น้ำต่อชุมชนและภาคส่วนอื่น ตลอดจนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านการแข่งขันหรือความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกัน

โรงไฟฟ้า แหล่งน้ำใช้ ระดับความตึงเครียด
ของน้ำ ปี 2568
ปริมาณน้ำ
ที่นำมาใช้
ปริมาณน้ำทิ้ง ปริมาณการใช้
น้ำสุทธิ
(น้ำดิบ-น้ำทิ้ง)
ต่ำ-ปานกลาง
(10-20%)
ปานกลาง-สูง
(20-40%)
สูง
(40-80%)
(ลูกบาศก์เมตร)
ราชบุรี น้ำผิวจากลุ่มแม่น้ำแม่กลอง - - 767,192 568,866 198,326
หินกอง - - 9,895,251 2,245,883 7,649,368
ราช โคเจนเนอเรชั่น น้ำประปาที่ผลิตจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา - - 960,850 142,717 818,133
ราช เอ็นเนอร์จี ระยอง น้ำดิบจากลุ่มแม่น้ำบางปะกง - - 709,376 121,339 588,037
ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี - - 1,396,328 475,182 921,146

การตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านน้ำและการสร้างความยืดหย่อนของธุรกิจ

ผลการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำถูกนำมาใช้ในการกำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำทั้งในเชิงป้องกันและเชิงปรับตัว เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของการดำเนินงานต่อความเสี่ยงทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การวางแผนสำรองแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำเสีย และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ ซึ่งแนวทางดังกล่าวช่วยให้บริษัทฯ สามารถลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในระยะยาว ควบคู่กับการรักษาสมดุลการใช้น้ำร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างมั่นคงด้วย

แนวทางการบริหารความเสี่ยงและมาตรการการจัดการทรัพยากรน้ำ

สำหรับโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีระดับความตึงเครียดของทรัพยากรน้ำอยู่ในระดับสูง ได้กำหนดแนวทางการบริหารความเสี่ยงและมาตรการจัดการทรัพยากรน้ำไว้อย่างเหมาะสม เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานควบคู่ไปกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ โดยมีแนวทางดำเนินการที่สำคัญ ดังนี้

ขยายภาพขนาดใหญ่

การใช้น้ำหมุนเวียนในกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำดิบ

โรงไฟฟ้าทุกแห่งกำหนดเป้าหมายในการรักษาและเพิ่มจำนวนรอบการหมุนเวียนน้ำในระบบหล่อเย็นให้ได้สูงที่สุด เพื่อจำกัดการใช้น้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าที่ถูกสั่งการให้เดินเครื่อง รวม 5 แห่ง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายจำนวนรอบการใช้น้ำหมุนเวียนในระบบหล่อเย็นที่กำหนดไว้

โรงไฟฟ้าราชบุรี จังหวัด จำนวนรอบการใช้น้ำในระบบหล่อเย็น (รอบ)
เป้าหมาย ผลการใช้น้ำจริิง
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมราชบุรี 3 ชุด (รวม 2,175 MW) ราชบุรี ไม่กำหนด เนื่องจากหยุดเดินเครื่องแบบ
Reserved Shutdown และถูกสั่งการให้เดินเครื่อง
บางช่วงเวลา (ระยะสั้น)
โรงไฟฟ้าหินกอง 2 ชุด (1,540 MW) 4-5 4.08
โรงไฟฟ้าราช โคเจนเนอเรชั่น (119.75 MW) ปทุมธานี 8.5 8.71
โรงไฟฟ้าราช โคเจนเนอเรชั่น (ส่วนขยาย) (31.2 MW) 8.5 7.82
โรงไฟฟ้าราช เอ็นเนอร์จี ระยอง (98 MW) ระยอง 5-10 6.43
โรงไฟฟ้าราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี (153 MW) ชลบุรี 5-13 (ชุดที่ 1) 8.86
3-8 (ชุดที่ 2-3) 4.56
หมายเหตุ: โรงไฟฟ้าพลังความร้อนราชบุรี ขนาด 1,470 เมกะวัตต์ สิ้นสุดสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 และไม่มีแผนการเดินเครื่องผลิตพลังงานไฟฟ้า ในปี 2568
จึงไม่มีการกำหนดเป้าหมาย

ปริมาณการใช้น้ำสุทธิ

กลุ่มโรงไฟฟ้าในประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 5 แห่ง (รวมร้อยละ 59.53 ของรายได้รวมกลุ่มบริษัทฯ) มีการนำน้ำเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตรวมทั้งสิ้น 14,005,802 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำที่ถูกระบายออกหรือปล่อยกลับคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ที่ 3,553,987 ลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณน้ำที่นำน้ำเข้าสู่ระบบ ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำสุทธิ (Water Consumption) อยู่ที่ 10,451,814 ลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของปริมาณน้ำที่นำเข้าทั้งหมด

ขยายภาพขนาดใหญ่

การจัดการน้ำเสียและการระบายน้ำ

โรงไฟฟ้าทุกแห่งของบริษัทฯ มีการบำบัดน้ำทิ้งจากกระบวนการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดก่อนระบายออกสู่แหล่งรองรับน้ำ ทั้งในกรณีที่เป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติ และกรณีที่โรงไฟฟ้านั้นตั้งอยู่ในนิคมหรือเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมจะส่งน้ำทิ้งที่บำบัดแล้วเบื้องต้นเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียรวมหรือระบบระบายน้ำรวมของพื้นที่ และมีการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับโรงไฟฟ้าที่มีระบบบำบัดน้ำเสียและระบายน้ำลงสู่แหล่งรองรับน้ำโดยตรง โรงไฟฟ้าจะดำเนินการบำบัดน้ำทิ้ง แต่ละประเภทอย่างเหมาะสม เช่น การปรับสภาพน้ำให้เป็นกลาง (Neutralization) และการเติมอากาศ (Aeration) เพื่อให้คุณภาพน้ำเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ก่อนระบายออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ทั้งนี้ปริมาณน้ำทิ้งจากโรงไฟฟ้าประมาณร้อยละ 80–90 เป็นน้ำที่ผ่านการใช้งานหมุนเวียนในกระบวนการแลกเปลี่ยนความร้อนของระบบหล่อเย็นหลายรอบ โดยน้ำดังกล่าวจะถูกส่งเข้าสู่บ่อตกตะกอนและผ่านกระบวนการลดอุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมีคุณภาพใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติก่อนการระบายออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและการใช้น้ำของชุมชนโดยรอบ

ข้อมูลเพิ่มเติม