กรุงเทพฯ – กรมป่าไม้ และบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมกันเฟ้นหาสุดยอดป่าชุมชนที่มีการดูแลรักษาและฟื้นฟูป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพ ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการป่าชุมชน และมีการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์โดยคำนึงถึงคุณค่าของทรัพยากรให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ภายใต้การดำเนินโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ในปีนี้ป่าชุมชนโคกป่าซี ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับรางวัลป่าชุมชนชนะเลิศระดับประเทศ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” ประจำปี 2565
นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่านายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพี่น้องประชาชน จึงได้มอบหมายให้กรมป่าไม้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนที่อยู่รอบๆ ป่า เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดความยั่งยืน ในรูปแบบของป่าชุมชน จนมาถึงวันนี้ประเทศไทย มีป่าชุมชนมากกว่า 12,000 ป่าชุมชน เนื้อที่มากกว่า 6.6 ล้านไร่ กรมป่าไม้จะเร่งจัดตั้งป่าชุมชนทั่วประเทศ ให้ครบ 15,000 ป่าชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ และใช้ประโยชน์จากผลิตผลในป่าชุมชนได้อย่างยั่งยืน
“พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้การขยายป่าชุมชนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีความคล่องตัวในการจัดการป่าชุมชน คณะกรรมการป่าชุมชนสามารถดูแลป่าชุมชนได้โดยมีกฎหมายรองรับสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชนในการดูแลรักษาและจัดการป่าชุมชน เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน การประกวดป่าชุมชนที่ กรมป่าไม้ ร่วมกับ ราช กรุ๊ป จัดขึ้นนี้ ก็เป็นแรงสนับสนุนในการขับเคลื่อนและพัฒนาป่าชุมชนที่มีระบบการจัดการที่ดี เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน สังคม และประเทศ รางวัลที่ชุมชนได้รับได้ช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับชุมชนในการดูแลรักษาป่าไม้ จนยกระดับเป็นป่าชุมชนต้นแบบที่มีชุมชนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการป้องกันรักษา ฟื้นฟู ดูแลป่า รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากป่าแบบพอเพียงและยั่งยืน โครงการนี้เป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่เข้มแข็งและดำเนินงานเกิดผลความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม”
ขอแสดงความยินดีกับป่าชุมชนโคกป่าซี ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ได้รับรางวัล ป่าชุมชนชนะเลิศระดับประเทศ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้โครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” ประจำปี 2565 รวมทั้งป่าชุมชนอีก 15 ป่าชุมชน ที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ด้วย
นางสาวชูศรี เกียรติขจรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า“บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ในท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมศักยภาพและความเข้มแข็งของชุมชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ระบบนิเวศป่าไม้ พร้อมทั้งการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตลอดระยะเวลา 15 ปี บริษัทฯ ได้สนับสนุนเงินรางวัลแก่ป่าชุมชนที่ได้ผ่านเกณฑ์ของป่าชุมชนตัวอย่างรวม 1,400 แห่ง (ร้อยละ 11.65 ของจำนวนป่าชุมชนรวมปัจจุบัน) เป็นจำนวนเงินรวม 44.4 ล้านบาท ป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลทั้งหมดมีพื้นที่ป่ารวม 1,283,169 ไร่ ซึ่งสามารถกักเก็บและดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 8,083,964 ตันคาร์บอน บริษัทฯ มีความภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับภาครัฐและชุมชนพลิกฟื้นและขยายพื้นที่ป่าของประเทศให้เพิ่มขึ้นและมีความอุดมสมบูรณ์จนชุมชนและสังคมได้รับผลประโยชน์จากระบบนิเวศ ไม่เพียงด้านอาหารและน้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถของป่าในการควบคุมสภาพภูมิอากาศและป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ป่าชุมชนได้ช่วยเกื้อกูลชุมชนให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งปลอดภัยจากน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า ป่าชุมชนต่างๆ จะทวีความรัก ความหวงแหนป่า พร้อมทั้งช่วยกันขยายแนวคิดป่าชุมชนและกระตุ้นเตือนให้ชุมชนและสังคมได้ตระหนักและหันมาร่วมกันปลูกต้นไม้ในที่ว่างรอบๆ ตัวเราเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ตลอดจนถึงฟื้นฟู รักษาและธำรงป่าไม้ เพื่อให้ระบบนิเวศของโลกดีขึ้นซึ่งจะช่วยบรรเทาภาวะโลกรวน และทำให้เราดำรงชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้น”
ป่าชุมชนโคกป่าซี จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งคว้ารางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นต้นแบบความสำเร็จในการฟื้นฟูผืนป่าขนาด 1,268 ไร่ ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์จนกลายเป็นป่าต้นน้ำ ระบบนิเวศป่ามีความหลากหลายทางชีวภาพจนเป็นคลังอาหารและแหล่งยาสมุนไพรของคนในชุมชน ซึ่งหล่อเลี้ยงชุมชนจนรอดพ้นจากวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 และยังสร้างรายได้เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนด้วย
นายพงษ์ศักดิ์ ศรีจำพลัง ประธานป่าชุมชนโคกป่าซี กล่าวถึงป่าชุมชนโคกป่าซี โดยให้คำจำกัดความว่า เป็น“คลังยุทธปัจจัย” ที่สร้างหลักประกันความมั่นคงทางอาหารของชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงเพราะป่าชุมชนแห่งนี้มีพันธุ์เห็ดถึง 193 ชนิดกระจายทั่วทั้งป่า เช่น เห็ดไค เห็ดระโงก เห็ดปลวก เห็ดเผาะ เห็ดก้ามปู ฯลฯ ซึ่งแต่ละปีชุมชนสามารถเก็บเห็ดเป็นอาหารและจำหน่ายได้เฉลี่ยถึง 2,485 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 758,915 บาท ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน นอกจากนี้ ผลผลิตจากป่ายังช่วยเลี้ยงคนในชุมชนและคนที่กลับคืนถิ่นฐานในช่วงการล็อคดาวน์ป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมาได้เป็นอย่างมาก ทุกคนที่นี่รักและหวงแหนผืนป่าแห่งนี้ โดยเน้นหลักพอเพียงในการใช้ประโยชน์ผลผลิตจากป่าเพื่อธำรงรักษาพันธุ์พืชให้คงอยู่เป็นคลังอาหารที่สมบูรณ์และปลอดภัย นอกจากนี้ ทุกคนที่นี่ เห็นพ้องกันว่า การดำรงอยู่และความอุดมสมบูรณ์ของป่าชุมชนโคกป่าซีในวันนี้ เป็นสัญลักษณ์ความสามัคคีของชุมชนที่ร่วมพลังกันป้องกันรักษาป่า และป่าได้สร้างความร่มเย็นและความเป็นอยู่ให้ชุมชนมีความสุขตลอดเวลา”
เช่นเดียวกับป่าชุมชนบ้านห้วยขมนอก ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ที่ได้รับรางวัลป่าชุมชนดีเด่นด้านการพัฒนา นายประวิท ธุระวร ประธานป่าชุมชน เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ชาวบ้านที่นี่ต้องประสบปัญหาจากการขาดแคลนน้ำทำนาจนต้องซื้อข้าวกิน และในฤดูฝนก็ประสบกับอุทกภัย ดินถล่มทำลายที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน อย่างมาก ชุมชนยังต้องขอสนับสนุนกระสอบทรายจากหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อใช้กั้นน้ำท่วมทุกปี จนกระทั่งปี 2553 ชุมชนเริ่มตระหนักว่าการไม่มีป่าคือต้นเหตุของปัญหา จึงร่วมมือร่วมใจกันฟื้นฟูผืนป่า นับตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน ป่าชุมชนบ้านห้วยขมนอก ไม่เคยประสบภาวะภัยน้ำท่วมและยังสามารถทำนาได้ตลอดทั้งปี เพราะมีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์เป็นเกราะที่ช่วยยึดหน้าดินและเป็นปราการกำบังลดความรุนแรงจากมวลน้ำ รวมถึงเป็นแหล่งกักเก็บน้ำชั้นดี ที่นี่ยึดหลักการดูแลรักษาป่า คือ “ปล่อยให้ธรรมชาติบริหารดูแลตัวเอง มนุษย์มีหน้าที่ส่งเสริม ไม่เบียดเบียน และธรรมชาติจะกลับมาดูแลเรา” วันนี้เรารักษาป่าจนสมบูรณ์ ป่าจึงช่วยอุ้มน้ำในยามน้ำหลาก นอกจากนี้ชุมชนยังช่วยกันปลูกหญ้าแฝกและหญ้าแขกซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นเพื่อรักษาหน้าดินช่วยยึดคันดินไม่ให้พังทลายกระทบกับไร่นา ป่าแห่งนี้จึงกลายเป็นป่าต้นน้ำที่ไม่เคยแห้งเหือดและยังเป็นเสมือนเส้นเลือดของหมู่บ้านจนถึงจังหวัดด้วย กระแสน้ำที่ไหลตลอดทั้งปีของป่าแห่งนี้ยังสามารถนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 88 กิโลวัตต์ ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนบ้านสองแควพัฒนาซึ่งเป็นบ้านบริวารของบ้านห้วยขมนอกด้วย"
กรมป่าไม้และราช กรุ๊ป ยังคงร่วมมือกันขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการพัฒนาป่าชุมชน บนหลักการ “ป่ายั่งยืน ชุมชนได้ประโยชน์” อีกทั้งยังเป็นจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศอีกทางหนึ่งด้วย




